หลังจากที่ออกแรงว่ายน้ำดำผุดดำว่ายฝ่าคลื่นทะเลจนต้องบ้วนน้ำเค็มออกจากปากหลายรอบเกวลินก็นอนหอบอยู่ที่หาดกรวดริมทะเล

ระหว่างที่นอนพักเหนื่อยนี้เธอก็เริ่มคิดถึงสิ่งสำคัญนั่นก็คือ เป้าหมาย คนเล่นเกมหลายๆคนไม่มีเป้าหมายในการเล่นเกมทำให้การเล่นเกมนั้นจืดชืดน่าเบื่อหน่าย สิ่งที่เกวลินคิดได้ในตอนนี้ก็คือ การผจญภัย แต่ก่อนหน้านั้นที่เธอต้องทำก็คือสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองเสียก่อน เพราะแค่ออกแรงว่ายน้ำไปนิดเดียวเธอก็เหนื่อยจนหายใจไม่ทันแล้ว สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงมาก่อนการที่ต้องมาอ่อนแอแบบนี้เป็นเรื่องที่รับได้ยากจริงๆ

เมื่อลองสำรวจดูรายละเอียดของตัวเองแล้วเธอเห็นว่าค่าพลังกายเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากที่เหนื่อยจนหมดแรงในแต่ละครั้ง นั่นหมายความว่าเธอสามารถเพิ่มความสามารถทางร่างกายได้ด้วยการออกกำลัง

นอนพักไม่ถึงห้านาทีร่างกายก็เข้าสู่ภาวะปกติเพียงแต่มีความหิวเกิดขึ้นทั้งๆที่เธอพึ่งกินเนื้อปูไปเป็นกิโลฯเมื่อครู่นี้เอง แสดงว่าการออกกำลังนั้นมีผลต่อความหิวโดยตรงด้วยเช่นกัน

เกวลินเดินกลับไปยังซากของปูยักษ์ที่เธอทิ้งเอาไว้และลงมือแทะขาปูอีกสองขาและเด็ดขาที่เหลือใส่ช่องเก็บของในกระเป๋า ขาปูนั้นซ้อนอยู่ในช่องเดียวกันและมีตัวเลขแสดงจำนวนที่มุมล่างขวาของช่อง

หลังจากนั้นเธอก็เก็บหินขนาดเท่าลูกเทนนิส 40 ก้อนไว้ในช่องเก็บของซึ่งแต่ละช่องสามารถใส่ 10 ก้อนพอดี หลังจากที่ใส่ก้อนหินเข้าไปในช่องเก็บของเธอรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ตัวเองแบกรับอยู่ การกะประมาณด้วยร่างกายที่ไม่เคยชินอาจจะไม่แม่นยำนัก แต่เธอแน่ใจว่ามันหนักไม่ต่ำกว่า 25กิโลแน่นอน

สำหรับคนที่จินตนาการน้ำหนัก 25 กิโลไม่ออกอยากให้ลองนึกถึงถุงข้าวสารที่เราไปซื้อในห้างสรรพสินค้า แต่ละถุงจะหนัก 5 กิโลฯ ลองจินตนาการตัวเองแบกถุงข้าวสาร 5 ถุงเดินไปมาดูก็จะเห็นภาพ

เกวลินเดินไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็ต้องนั่งพักเพราะเหนื่อยหอบเสียแล้ว แต่นั่งพักไม่ถึงสามนาทีก็หายเหนื่อย หลังจากที่เป็นอย่างนี้อยู่สี่ห้ารอบเธอก็บอกได้ถึงความผิดปกติอีกอย่าง เพราะว่าความเหนื่อยล้าทางร่างกายนั้นไม่มีทางที่จะหายไปได้อย่างรวดเร็วแบบนี้แน่นอน การพักผ่อนไม่กี่นาทีแล้วทำให้ร่างกายกลับมาอยู่ในสภาพปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง

หลังจากเดินๆนั่งๆอีกสักพักเกวลินก็พบกับปูยักษ์เป็นฝูงที่เดินหามานาน ปูแต่ละตัวนั้นจะอยู่ห่างๆกันราว 10 เมตร เธอต้องเดินเข้าไปใกล้ในระยะ 5 เมตรปูพวกนั้นถึงจะมองเห็นและตรงเข้าจู่โจม

และกลยุทธ์เดิมที่เคยใช้ก็ถูกนำมาใช้ซ้ำ ถึงแม้ว่าปูเป็นสัตว์ที่มีกระดองแข็งไว้ป้องกันตัว แต่การที่มันยกก้ามทั้งสองขึ้นขู่ทำให้เปิดช่องว่างด้านล่างที่อ่อนแอ ก้อนหินที่ถูกปาสุดแรงสร้างความเสียหายได้มากขนาดที่สามารถทำให้มันแน่นิ่งสนิทได้ด้วยการปาให้โดนจังๆสองสามครั้ง

เกวลินพยายามเลือกโจมตีปูตัวที่อยู่วงนอกสุดแล้วล่อออกไปจัดการในที่ๆห่างออกไปเพราะเธอยังไม่อยากโดนรุมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจถึงแม้ว่าปูพวกนี้จะเคลื่อนที่ไม่เร็วนักก็เถอะ

การขยับพลางขว้างหินพลางนับว่ากินแรงไม่ใช่น้อย น้ำหนักหินที่อยู่ในกระเป๋าสร้างภาระให้กับร่างกายพอสมควร แต่พอใช้ก้อนหินขว้างไปเรื่อยๆน้ำหนักหินก็น้อยลงทำให้สถานการณ์ไม่ถึงกับเลวร้ายสักเท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องหยุดนั่งพักเป็นระยะระยะอยู่ดี

ตอนที่เธอพยายามจะเก็บขาปูใส่ช่องเก็บของในกระเป๋านี้เองเธอได้ค้นพบว่าสามารถนำเอาขาปูออกมาได้เลยด้วยการเรียกหน้าต่างรายละเอียดของตัวปูขึ้นมาและหยิบไอเท็มออกมาโดยตรง แต่จำนวนของไอเท็มที่ได้จะมีน้อยกว่าการเลาะเก็บด้วยตัวเองครึ่งหนึ่ง พอเธอหยิบเอาขาปูจากหน้าต่างแสดงรายละเอียดเรียบร้อยแล้วซากของปูก็หายไปทันที

มันเป็นระบบเก็บวัตถุดิบของตัวเกมนั่นเอง ผู้เล่นสามารถเก็บวัตถุดิบจากซากของมอนสเตอร์ได้โดยที่ไม่ต้องลงมือชำแหละจริงๆ เพียงแต่จำนวนและคุณภาพไอเท็มที่ได้จะน้อยกว่าการลงมือเองกับซากมอนสเตอร์โดยตรง ผู้เล่นส่วนใหญ่เลือกที่จะหยิบเอาไอเท็มโดยตรงเลยมากกว่าที่จะมานั่งชำแหละศพให้เสียเวลา

นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คนในยุคนี้แตกต่างจากยุคของเกวลิน ความอดทนของคนในยุคนี้มีน้อยมาก ชีวิตที่สะดวกสบายทำให้ผู้คนลืมความยากลำบากของการอดทนทำงาน เกวลินที่เลือกจะหักขาปูออกมาโดยตรงทีละขาจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนประหลาดที่มีอยู่น้อยในเกมนี้

หลังจากที่จัดการปูไปอีกหลายตัวก็มีหน้าต่างแจ้งเตือนขึ้นมา

”ท่านได้เก็บสะสมประสบการณ์จนสามารถเลื่อนระดับเป็นระดับ 2 ได้แล้ว กรุณาหาที่ปลอดภัยนอนพักอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพื่อทำการเลื่อนระดับ การเลื่อนระดับครั้งนี้เป็นการเลื่อนระดับครั้งแรกของผู้เล่นเกวลิน ระบบจะอธิบายเรื่องรายละเอียดของการเลื่อนระดับให้ท่านทราบ เนื่องจากผู้เล่นเกวลินได้ทำการบรรทุกของหนักเดินทาง และใช้วิธีการโจมตีจากระยะไกลในการโจมตีศัตรู ดังนั้นความสามารถของตัวละครของผู้เล่นเกวลินหลังเลื่อนเป็นระดับสองจะได้รับความสามารถด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย ความแม่นยำ และความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ การแจ้งครั้งนี้จะมีแค่ครั้งเดียวสำหรับเป็นแนวทางในการเล่นเท่านั้น หลังจากนี้จะไม่มีการแจ้งระละเอียดเหล่านี้จากระบบอีก จะมีเพียงการแจ้งเตือนเรื่องการเลื่อนระดับเท่านั้น”

เกวลินเดินห่างออกมาจากฝูงปูไปยังป่าทึบข้างริมหาดกรวด หลังจากที่มองดูโดยรอบและเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นอันตรายแล้วจึงล้มตัวลงนอนแบบง่ายๆและหลับไปอย่างรวดเร็ว

เธอตั้งใจจะนอนแค่ชั่วโมงเดียวแท้ๆ แต่พอลืมตาออกมาฟ้าก็มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรซะแล้ว กลายเป็นว่าเธอนอนรวดเดียวจนถึงเที่ยงคืนโดยไม่รู้ตัว หลังจากที่หายตกใจกับความมืดรอบข้างแล้วเธอก็เรียกดูสถานะตัวเองทันที

ถึงระบบจะแจ้งว่าเธอจะได้รับความแข็งแกร่งความรวดเร็วเพิ่มขึ้นหลังการเลื่อนระดับแต่ค่าต่างๆเหล่านั้นจะไม่แสดงในหน้าต่างแสดงรายละเอียดดังนั้นเธอต้องหาทางทดสอบความสามารถของร่างกายเอาเอง

แม้ว่าสายตาจะชินกับความมืดอยู่แล้ว แต่ความมืดในคืนเดือนมืดที่มีแต่แสงดาวนี่มันมืดมากจนมองอะไรไม่เห็นจริงๆ แต่ก็เพราะความมืดนี่เองที่ทำให้เธอเห็นแสงไฟที่อยู่ไกลลิบๆ ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นพวกแสงดาวที่อยู่ริมขอบฟ้าซะด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่มองดีๆแล้วมันน่าจะเป็นแสงจากเปลวไฟมากกว่า

เกวลินมุ่งหน้าเข้าหาแสงไฟโดยเริ่มจากเดินช้าๆก่อนจากนั้นจึงออกวิ่งทั้งๆที่ยังมีหินอยู่เต็มกระเป๋า เธอรู้สึกได้เลยว่าร่ายกายตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แม้จะไม่มากจนถึงขั้นก้าวกระโดดแต่ก็รู้สึกได้ว่าเหนื่อยช้าลง

ถ้าเป็นผู้เล่นทั่วไปป่านนี้คงจะโยนหินทั้งหมดทิ้งไปแล้วเดินสบายๆดีกว่า แต่ในความรู้สึกของเกวลินแล้วเธอคิดว่าตอนที่ต้องมานั่งปวดขาหลังจากเริ่มวิ่งออกกำลังตอนเข้าชมรมดาบไทยช่วงแรกๆนั้นลำบากกว่ากันร้อยเท่า การนั่งพัก 5 นาทีแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งนี่มันสวรรค์ของคนทำงานชัดๆ

เกวลินสะดุดล้มหลายครั้งเพราะมองทางไม่เห็น และต้องนั่งพักเป็นช่วงๆเพราะความเหนื่อย แต่พอหายเหนื่อยก็ออกวิ่งต่อ ขาปูที่เก็บเอาไว้ถูกนำมาดูดกินเรื่อยๆ

คนที่มีประสบการณ์การเดินทางเข้าหาคบไฟในยามค่ำมืดจะรู้ว่าสิ่งที่เราเห็นมันหลอกตาเรามากขนาดใหน ไอ้ที่เห็นว่าใกล้ๆแต่จริงๆมันอยู่ห่างไปสุดกู่

เกือบชั่วโมงผ่านไปเธอก็มาถึงที่มาของแสงไฟที่เห็นไกลๆ มองห่างๆแล้วเห็นได้ว่าเป็นกองไฟที่ก่อไว้ข้างๆเต็นต์เล็กๆ หน้ากองไฟมีร่างๆหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆจากตรงนี้เธอมองเห็นไม่ชัดนัก จนเข้ามาถึงข้างๆนั่นแหละถึงได้เห็นว่าร่างที่นั่งอยู่ข้างกองไฟนั้นเป็นโครงกระดูกในชุดเกราะขึ้นสนิมที่ผุพัง

คำถามมากมายเกิดขึ้นทันที ทำไมถึงมีโครงกระดูกใส่ชุดเกราะอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมมีกองไฟ ใครเป็นคนก่อไฟ หรือว่าโครงกระดูกโครงนี้เป็นคนก่อไฟ

เกวลินยืนนิ่งคิดได้ถึงตรงนี้โครงกระดูกที่นั่งชันเข่าอยู่ข้างกองไฟก็ขยับตัวหันหน้าที่มีไม่มีเนื้อหนังมองมา เบ้าตาที่กลวงโบ๋สร้างความรู้สึกสยองได้พอสมควร ยิ่งเห็นขยับกันจะๆแบบนี้ยิ่งสยองเข้าไปอีก

แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นคนที่เคยฝึกฝนวิชาดาบมาก่อน การฝึกจิตใจให้เข้มแข็งไม่หวาดกลัวเป็นสิ่งที่เธอฝึกมาอย่างยาวนาน ดังนั้นเพียงตั้งสติเล็กน้อยเธอก็ขจัดความรู้สึกสยองในใจออกไปได้จนหมด

”... ขอโทษค่ะ ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ ?” เธอลองออกปากถามดู

โครงกระดูกนั้นมองเกวลินนิ่งอีกอึดใจใหญ่ๆก่อนที่จะขยับกรามแกรกๆพูดด้วยเสียงแห้งๆฟังยากว่า ”เชิญ”

เกวลินนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งเยื้องๆกับกองไฟเพื่อที่จะเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดๆ โครงกระดูกที่เก่าจนเป็นสีคล้ำ ชุดเกราะเหล็กผุพังขึ้นสนิมถูกผูกยึดติดไปกับกระดูกส่วนต่างๆอย่างแน่นหนาด้วยเศษผ้าเพื่อป้องกันการขยับเคลื่อนโยกคลอน ดาบเหล็กเล่มยาวสองคมแบบที่ใช้ในยุโรปยุคกลางขึ้นสนิมเขรอะจนมองไม่เห็นคม

อารมณ์หวาดผวาสยดสยองที่มีตอนแรกหายไปหมดสิ้น เหลือแต่ความสมเพชเวทนา ถึงจะยังไม่รู้ว่าสภาพที่เห็นเป็นแค่ภาพหลอกตาหรือเปล่า แต่ในสายตาของเธอตอนนี้เธอสงสารโครงกระดูกโครงนี้มาก

”เจ้ามาดูลาดเลารึ ?” โครงกระดูกหันมาถามเธอเสียงเรียบ

”ดูลาดเลา ? หมายถึงอะไรคะ ?”

”ก็พรุ่งนี้กลุ่มของพวกเจ้าจะมาดักรอเรือผีเหมือนอย่างที่เคยทำทุกๆปีไงเล่า”

”เรือผี ? หนูไม่รู้หรอกค่ะ หนูพึ่งเข้ามาวันนี้เอง”

”เจ้าพึ่งเข้ามาโลกนี้เป็นครั้งแรกรึ ?”

”ค่ะ ยังเข้ามาได้ไม่ถึงวันเลย”

โครงกระดูกนั่งเงียบไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ กลับกลายเป็นเกวลินเองที่ต้องถามด้วยความอยากรู้

”ถ้ายังไง เล่าให้หนูฟังหน่อยได้มั้ยคะ หนูอยากรู้ค่ะ”

โครงกระดูกนั้นใช้ดาบขึ้นสนิมเขี่ยฟืนสุมไฟให้แรงขึ้นแล้วพูดว่า

”เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนแรกที่เอ่ยปากคุยกับข้าแทนที่จะลงมือโจมตีที่พบหน้า ข้าจะเล่าเรื่องราวให้เจ้าฟัง”

โครงกระดูกนั้นมองไปยังทะเลที่มืดมิดก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด

เกวลินตั้งใจฟังอย่างสงบพยายามจับใจความสำคัญให้ได้มากที่สุด โครงกระดูกนี้เมื่อสมัยยังมีชีวิตเป็นนักรบชื่อว่า รามัส เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มองครักษ์ที่มีชื่อเสียงในอานาจักรที่ล่มสลายไปแล้วในปัจจุบัน เมื่อ 150 ปีก่อนพระราชาอันเป็นที่รักของปวงชนได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะใช้วิธีไดก็ไม่สามารถรักษาได้ ร่างกายที่ทรุดโทรมลงทุกวันทำให้หัวใจของผู้คนต้องแตกสลาย จนกระทั่งมีนักเดินทางจากแดนไกลผู้หนึ่งได้เล่าให้คนในอานาจักรได้ฟังว่า ที่ดินแดนอีกฟากโพ้นทะเลมีสมุนไพรวิเศษที่สามารถรักษาโรคภัยทุกชนิดได้ จึงได้มีการส่งทหารฝีมือแก่กล้าออกทะเลเพื่อเดินทางข้ามทะเลไปหาสมุนไพรที่ว่า

รามัสได้รับหน้าที่เป็นคนจุดไฟประภาคารเพื่อชี้ทางให้เรือกลับเข้าฝั่งได้ถูกตำแหน่ง แต่เมื่อเรือเดินทางออกทะเลได้เพียงเดือนเดียวพระราชาก็สิ้นชีวิตไป อานาจักรที่ขาดผู้นำก็เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในและล่มสลายไปในที่สุด

หลายครั้งที่รามัสอยากจะออกไปจากประภาคารแห่งนี้ แต่พอนึกถึงเพื่อนร่วมรบที่ออกทะเลไปจะไม่สามารถกลับเข้าฝั่งได้เมื่อกลับมาถึงอ่าวแห่งนี้ทำให้เขาต้องเฝ้าคอยจุดไฟประภาคารอยู่ทุกๆคืน จนวันหนึ่งเขาล้มป่วยและเสียชีวิตลง แต่ด้วยสัญญาและความเป็นห่วงสหายที่จะกลับมาทำให้เขาลุกขึ้นมาจุดไฟประภาคารต่อแม้ว่าร่างกายจะเหลือเพียงโครงกระดูกก็ตาม

”หลายครั้งที่ข้าอยากจะไปจากที่นี่ แต่เมื่อได้พบว่าแม้ตัวเองกลายเป็นซากกระดูกแล้วก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปเช่นนี้ เหล่าเพื่อนผองของข้าก็คงเช่นกัน ข้าจึงต้องเฝ้าคอยจุดไฟประภาคารแห่งนี้ไม่สามารถไปยังที่ไดได้”

เกวลินแหงนหน้ามองประภาคารซึ่งกลืนอยู่ในความมืด เงามืดที่บดบังแสงดาวทำให้เธอพอที่จะกำหนดขนาดของมันคร่าวๆได้ คำนวนดูแล้วน่าจะสูงพอๆกับตึก 10 ชั้น แต่สิ่งที่เธอสงสัยก็คือทำไมรามัสจึงไม่จุดไฟให้ประภาคาร

”แล้วทำไมคืนนี้คุณรามัสถึงไม่จุดไฟประภาคารล่ะคะ?”

”หึ เพราะมันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ตอนที่มนุษย์จากต่างมิติอย่างเจ้าย่างเข้ามาในโลกแห่งนี้ เรือที่สหายของข้าก็ได้แล่นกลับมา แต่พวกเจ้ากลับเข้ามาทำร้ายข้าและขึ้นเรือไปขโมยของในเรือจนหมดสิ้น สหายข้าที่เหลือเพียงร่างในโครงกระดูกไม่สามารถต่อกรกับมนุษย์ใจเหม็นจำนวนมากได้ พวกเขาจำต้องข้ามทะเลกลับไปค้นหาสมุนไพรใหม่อีกครั้ง และทุกๆปีพวกเขาจะกลับมาแต่ทุกๆครั้งก็จะถูกพวกเจ้าคอยปล้นอยู่ทุกครั้งไป และวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่สหายข้าจะกลับมาอีกครั้ง”

มือที่เป็นกระดูกในถุงมือเหล็กขึ้นสนิมของรามัสกำดาบแน่นจนสั่นจากนั้นก็คลายลงด้วยความอ่อนล้า

”แต่มันก็คงจะเป็นเหมือนกับทุกๆครั้ง ข้าเพียงคนเดียวจะต่อสู้กับคนนับร้อยได้อย่างไร หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาข้าก็คงต้องยืนมองสหายข้าออกทะเลไปด้วยความคับแค้นและอดสูเหมือนอย่างเช่น 50 ปีที่ผ่านมา”

คำพูดและน้ำเสียงที่เกวลินได้รับฟังนั้นมันสมจริงเกินว่าที่เธอจะคิดว่าเป็นโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเล่นสนุกได้ เธอมีความเห็นอกเห็นใจรามัสร่างโครงกระดูกมากจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องช่วยเหลือเขาให้ได้

”คุณรามัส ให้หนูช่วยคุณเถอะนะ หนูอาจจะไปช่วยต่อสู้ไม่ได้ แต่มันก็น่าจะมีอะไรที่หนูทำได้บ้าง”

โครงกระดูกรามัสหันมามองหน้าเกวลินนิ่ง ถึงแม้ว่าจะมองเห็นเพียงเบ้าตาลึกในกระโหลกแต่เกวลินก็รู้สึกได้ถึงความตื้นตันใจและความรู้สึกขอบคุณ

”โอ... แม่สาวน้อย ข้าสัมผัสได้ถึงความเห็นอกเห็นใจของเจ้า คนที่ผ่านความตายมาแล้วเช่นข้าสามารถสัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เอาเถิดถ้าเจ้าอยากจะช่วยเหลือก็ลองดู แต่ข้าคิดว่าเพิ่มเจ้าขึ้นมาอีกคนก็คงไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมนักหรอก”

รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งมิพ่าย คำพูดของซุนวูที่ใครๆก็รู้จัก คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่ารบร้อยครั้งจะต้องชนะทั้งร้อยครั้ง แต่หมายถึงรบร้อยครั้งถึงแม้จะไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้แน่นอน

”ปกติแล้วพวกคนที่มาดักปล้นเรือนี่มากันประมาณกี่คนคะคุณรามัส? ” เกวลินเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลของศัตรูก่อน

”ปกติก็มากันประมาณหนึ่งร้อยคน มีนักรบที่ใช้อาวุธประชิดตัวประมาณหนึ่งในห้า ที่เหลือจะเป็นนักเวทย์กับพลธนูอย่างละครึ่ง ครั้งแรกๆของการปล้นเรือจะมีคนหลายรูปแบบกว่านี้ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาจะเป็นกลุ่มแบบนี้ำทั้งหมด แล้วก็จะมีผู้นำที่เก่งมากกว่าคนอื่นๆคอยชี้นำและต่อสู้หนึ่งคน”

”แล้วทุกครั้งที่ต่อสู้กันคุณรามัสทำยังไงบ้างคะ?”

”ข้าก็ต่อสู้สุดฝีมือทุกครั้ง นอกจากหัวหน้ากลุ่มที่เก่งที่สุดแล้วข้าสามารถจัดการผู้ที่ฝีมือด้อยกว่าได้ทั้งหมด”

เกวลินฉุกใจคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา

”มีแค่คนเดียวในกลุ่มที่คุณรามัสสู้ไม่ได้เหรอคะ ?”

”เฮอะ ถ้าสู้กันตัวต่อตัวยังไม่แน่ว่าข้าจะพ่ายแพ้ ก่อนที่ข้าจะสิ้นชีพข้าเป็นองครักษ์ประจำตัวราชาแห่งดินแดนที่ยิ่งใหญ่ ระดับ 75 ของข้าได้มาจากการฝึกฝนอย่างหนัก ถึงแม้ว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นอีกเลยหลังจากที่กลายมาเป็นร่างนี้ก็เถอะ”

”แล้วคุณรามัสแพ้ยังไงคะ ?”

ไม่มีนักสู้คนใหนอยากจะพูดถึงความพ่ายแพ้ของตัวเองให้คนอื่นฟัง แต่รามัสไม่ใช่คนใจแคบถึงขนาดนั้น

”หึ การต่อสู้แบบนี้ไม่มีเรื่องศักดิ์ศรีมาเกี่ยวข้อง ข้าจึงไม่ถือสากับการที่ต้องต่อสู้กับคนจำนวนมากพร้อมๆกัน วิธีการที่พวกนั้นใช้ก็คือให้หัวหน้าที่เก่งที่สุดเข้ามาต่อสู้พัวพันกับข้าในระยะประชิด ความสามารถของหัวหน้ากลุ่มนั้นเพียงด้อยกว่าข้าเล็กน้อย ถึงจะไม่สามารถล้มข้าลงได้ด้วยตัวเองแต่ก็สามารถตรึงข้าเอาไว้ไม่ให้ไปยุ่งกับคนอื่นได้ จากนั้นพวกคนที่อ่อนด้อยกว่าก็จะคอยโจมตีจากวงนอกจนข้าล้มลงในที่สุด”

”คุณรามัสบอกว่าจัดการกับคนทั้งหมดได้ใช่มั้ยคะ ขอแค่ไม่มีหัวหน้ากลุ่มที่เก่งที่สุดคนนั้นอยู่ด้วย”

”ข้ามั่นใจ จากสายตาของนักรบอย่างข้านอกจากหัวหน้ากลุ่มที่มีระดับ 65-70 แล้ว คนที่เหลือมีระดับไม่เกิน 40 แน่นอน ข้าสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้ภายในห้านาที”

เกวลินวิเคราะห์ถึงกลยุทธ์ที่ฝ่ายมนุษย์ใช้แล้วเห็นถึงจุดสำคัญจุดหนึ่ง นั่นก็คือหัวหน้าที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียวที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน กับศัตรูเดี่ยวๆแบบรามัสถ้ามีคนที่สามารถหยุดคู่ต่อสู้เอาไว้ได้คนที่เหลือก็จะสามารถลงมือได้อย่างเต็มที่ แต่จุดแข็งนี้ก็เป็นจุดอ่อนในตัวมันเองเพราะถ้าตัวชนคนนี้เกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาคนที่เหลือจะตายกันหมด

เมื่อคิดถึงว่าคนกลุ่มนี้ได้ทำการต่อสู้กับรามัสและปล้นเรือไปแล้วหลายครั้งแสดงว่ามีประสบการณ์และการวางแผนในการต่อสู้มาอย่างรัดกุม แต่ขอเพียงกำจัดคนๆนี้ได้ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป

แต่ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาก็คือเธอไม่เห็นภาพว่าคนระดับ 70 นั้นเก่งกาจขนาดใหน ถ้าไม่รู้แล้วจะวางแผนต่อสู้ได้ยังไงกัน

”คุณรามัสคะ นักรบระดับ 75 อย่างคุณรามัสนี่ทำอะไรได้บ้างคะ?”

”เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? ข้าไม่เข้าใจคำถามของเจ้า”

”ก็อย่างเช่นว่าตอนต่อสู้นี่สู้ยังไง หรือว่าใช้เทคนิกแบบใหนอะไรแบบนี้น่ะค่ะ หนูไม่เคยเห็นคนระดับ 75 มาก่อนก็เลยนึกภาพความเก่งกาจกับความสามารถในการต่อสู้ไม่ออก”

รามัสฟังแล้วก็หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นดาบขึ้นสนิมเล่มนั้นมาให้เกวลิน เธอรับมันไว้ด้วยสองมือแล้วก็ต้องปล่อยมันลงพื้นอย่างรวดเร็ว ดาบเล่มนั้นหนักประมาณ 30 กิโลได้

รามัสหัวเราะและเดินมาหยิบดาบหนักอึ้งเล่มนั้นกวัดแกว่งไปมาเหมือนว่ามันเป็นดาบสังกะสีเบาๆ

”สิ่งหนึ่งที่นักรบระดับสูงมีก็คือร่างกายที่แข็งแรง พละกำลังที่มากพอจะกวัดแกว่งอาวุธหนักอึ้ง ในสมัยที่ข้ายังเป็นองครักษ์นั้นข้าได้ฝึกฝนและพัฒนาความสามารถทั้งหมดไปที่การใช้ดาบยาวแบบนี้โดยที่ไม่ได้เสียเวลาไปกับการเรียนรู้เวทย์มนต์หรือลมปราณไดๆทั้งสิ้น ข้าใช้ชุดเกราะป้องกันเวทย์และกำลังภายในที่จัดสร้างโดยช่างฝีมือระดับสุดยอดของอานาจักรเพื่อชดเชยจุดอ่อนนี้แทน”

”ถ้าเปรียบเทียบกับหัวหน้ากลุ่มที่ต่อสู้กับข้าหลายปีที่ผ่านมาข้าจะด้อยกว่าเรื่องทักษะการใช้เวทย์มนต์เสริมพลังแต่เรื่องความสามารถทางร่างกายความรวดเร็วความแข็งแกร่งและพลังชีวิตมันยังเป็นรองข้าอยู่ทุกด้าน”

เกวลินได้ฟังแล้วก็รู้สึกมีความหวังมากขึ้น การใช้พลังในการต่อสู้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การใช้พลังในการเตรียมการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้เธอได้รู้ถึงความสามารถของทั้งสองฝ่ายคร่าวๆแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องคิดก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เธอมองไปรอบๆแล้วก็รู้สึกเสียดายเพราะว่ารอบข้างมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าสถานที่ทำเลเป็นอย่างไร

”เสียดายจริงๆที่ตอนนี้มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น ไม่งั้นหนูก็คงสำรวจแถวนี้ดูได้บ้าง”

รามัสได้ฟังก็ลุกขึ้นพร้อมกับท่อนฟืนติดไฟในมือ

”เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เจ้าตามข้ามา” พูดพลางออกเดินนำทาง

เกวลินเดินตามหลังรามัสไปติดๆ ในใจก็คิดว่าโครงกระดูกแบบนี้ต้องการแสงสว่างในการมองที่มืดด้วยหรือเปล่านะ ?

รามัสเดินนำมาจนถึงประภาคารที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ประภาคารนั้นก่อจากหินและโบกทับด้วยปูน เวลาที่ผ่านไปนานทำให้เถาวัลย์ต้นหญ้าและต้นไม้ขึ้นอยู่ตามซอกหินที่ถูกกัดกร่อนจนผุพัง

ด้านซ้ายมือของประภาคารเป็นทางเดินหินลงไปที่ริมอ่าวและทอดยาวลงไปเป็นท่าเรือยื่นไปในน้ำ ด้วยความมืดในตอนนี้ทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรมากนัก

เสียงของบานพับเหล็กขึ้นสนิมตอนที่ประตูไม้ถูกเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนกับประตูบ้านร้างในหนังสยองขวัญ เกวลินสังเกตมองประตูแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ถ้าเทียบกับประตูบ้านทั่วไปในยุคของเธอแล้วประตูประภาคารแห่งนี้ทั้งหนาและสูง บานประตูเป็นไม้เนื้อแข็งหนาเกือบหนึ่งไม้บรรทัด นอกจากนั้นยังสูงสามเมตรอีกต่างหาก

ภายในประภาคารมีบันไดวนที่ทำจากหินสกัดเป็นขั้นไปเรื่อยๆ รามัสยื่นท่อนฟืนที่ติดไฟลุกโชนให้เกวลินถือไว้และใช้ดาบสอดเข้าไปในซอกระหว่างหินปูพื้นสองก้อนจากนั้นก็งัดหินปูพื้นก้อนหนึ่งขึ้นมา เขายกแผ่นหินขนาดเท่าตู้เย็นด้วยสองมือวางไว้ข้างๆเผยให้เห็นบันไดที่ถูกซ่อนเอาไว้

”นักรบระดับ 75 ยกหินก้อนขนาดนั้นได้ทุกคนหรือเปล่าคะ ?” เกวลินถามระหว่างที่ยื่นท่อนฟืนกลับไปให้รามัส

”ถ้าเป็นช่วงที่ข้ามีชีวิตอยู่มีคนทำได้ไม่มากนัก แต่เพราะว่าข้าฝึกฝนร่างกายและพละกำลังมาโดยตรงจึงสามารถทำเช่นนี้ได้” รามัสรับท่อนฟืนติดไฟและเดินนำลงบันไดไป

บันไดนั้นมาจบลงที่ห้องกลมกว้างเต็มไปด้วยถังเหล็ก ลังไม้ กระสอบวางระเกะระกะ

รามัสเดินไปเขย่าถังเหล็กหลายถังที่ฟากหนึ่งของห้องจนพบถังที่มีน้ำมันอยู่เต็ม

”นี่เป็นน้ำมันที่สกัดจากไม้สนแดงพันปี เราใช้น้ำมันชนิดนี้ในการจุดไฟประภาคาร เดี๋ยวข้าจะจุดไฟประภาคารกับคบไฟรอบๆเพื่อให้เจ้าได้เห็นพื้นที่รอบข้างชัดๆ”

เกิวลินได้ยินคำว่าน้ำมันก็รีบเข้ามาดูทันที

”น้ำมันนี่ให้ไฟแรงแค่ใหนคะ ?”

รามัสตอบคำถามด้วยการเทน้ำมันจากถังเหล็กประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนพื้นโล่งกลางห้องจากนั้นจึงนำท่อนฟืนที่ติดไฟจ่อจุด ไฟสีส้มแดงลุกวาบขึ้นต่อเนื่องนานกว่าห้านาที เปลวไฟที่สูงสี่เมตรจดเพดานและความรัศมีความร้อนที่ยืนอยู่ห่างหลายเมตรยังทนไม่ได้ทำให้เกวลินเลือกกลยุทธ์ที่จะใช้ในการรับศึกครั้งนี้ได้

”หนูคิดออกแล้วค่ะว่าเราจะใช้วิธีใหนจัดการคนพวกนั้น”

--------------------

ชายหนุ่มในชุดเกราะเหล็กหนาขับควบม้าสีขาวนำหน้ากลุ่มคนร้อยกว่าคนลัดเลาะผ่านต้นไม้และก้อนหินใหญ่น้อยมาหยุดลงหน้าป่าทึบที่ไม่สามารถใช้ม้าควบผ่านไปได้

”ทุกคนผนึกม้าเอาไว้ก่อน จากตรงนี้เป็นป่าทึบใช้ม้าไม่ได้ เราจะเดินเท้าเข้าไปจนถึงปราภาคาร”

ทุกคนลงจากม้าและผนึกม้าของตัวเองไว้ เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วเพราะทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญของสมาคม

พวกเขาคือสมาชิกของสมาคมม้าขาวที่ได้รับมอบหมายให้มาปล้นเรือผีที่จะมาเทียบท่าในอ่าวแห่งนี้ปีละครั้ง ในเรือผีนั้นบรรทุกมาด้วยสมุนไพรหายากนาๆชนิด และที่สำคัญที่สุดคือเกสรดอกแสงจันทร์ที่สามารถนำไปปรุงยาฟื้นพลังชนิดพิเศษได้

ผู้นำของสมาคมในครั้งนี้คือหัวหน้าหน่วยฝึกฝนการต่อสู้ประจำสมาคม โดยปกติแล้วเขามีหน้าที่คอยสอนวิธีการต่อสู้ประชิดตัวด้วยดาบและเวทย์มนต์เสริมการต่อสู้ให้กับสมาชิก และนอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่นำสมาชิกหน้าใหม่ระดับกลางไปฝึกฝนภาคสนามเพื่อสร้างประสบการณ์และหาไอเท็มต่างๆเข้าสมาคมด้วย

”ทุกคนฟังทางนี้” เขาขึ้นไปยืนบนก้อนหินสูงใหญ่ก้อนหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเห็นได้ชัดๆ

”ผมจะทบทวนภารกิจนี้ให้ทุกคนฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมชื่อ เดชา เป็นครูฝึกการต่อสู้ด้วยดาบเสริมเวทย์มนต์ประจำสมาคมม้าขาว ได้รับหน้าที่นำพวกคุณทุกคนไปที่ประภาคารและค้นหาไอเท็มจากเรือผีสิงที่จะมาเทียบท่าที่อ่าวในคืนวันนี้”

”ในภารกิจนี้เราจะฝึกทุกท่านให้คุ้นเคยกับการต่อสู้ประสานงานกับคนอื่นที่มีระดับใกล้เคียงกัน”

”ที่ประภาคารแห่งนี้จะมีนักรบโครงกระดูกเฝ้าคอยดูแลประคารอยู่ เราจะต้องกำจัดมันให้ได้ก่อนถึงจะเข้าค้นเรือได้สะดวก ภายในเรือที่จะเข้ามาเทียบท่าจะมีนักรบโครงกระดูก 12 ตัว แต่ความสามารถจะน้อยกว่านักรบโครงกระดูกที่ประภาคารอยู่มาก”

เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นในกลุ่มสมาชิก

”แล้วพวกนั้นเก่งขนาดใหนครับ ?” หนึ่งในสมาชิกถามขึ้น

”ถ้าเป็นพวกที่อยู่ในเรือจะไม่เก่งมาก ระดับอยู่ที่ประมาณ 50 พวกเราที่ระดับ 40 กว่าๆจะร่วมมือสู้ได้ไม่ยาก ในเรืออาจจะแคบหน่อยทำให้เข้าไปชนได้ไม่กี่คน แต่เรามีนักเวทย์ที่มีเวทย์เสริ่มพลังอยู่หลายคน จะจัดการกับโครงกระดูกที่ไม่มีเวทย์อะไรพิเศษได้ไม่ยาก”

”แล้วที่ประภาคารล่ะครับพี่ มีเยอะมั้ย แล้วเก่งรึเปล่า”

”โครงกระดูกที่ประภาคารจะเป็นเป้าหมายหลักในการฝึกฝนครั้งนี้ มีแค่ตัวเดียวแต่ระดับน่าจะอยู่ที่ 70-80”

เสียงพูดคุยดังอื้ออึงขึ้นทันทีเพราะพวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องต่อสู้กับโครงกระดูกระดับสูงขนาดนี้

”ทุกคนเงียบก่อน ฟังทางนี้” เขารู้สึกรำคาญสมาชิกพวกนี้เล็กน้อย ใจเสาะอย่างนี้จะก้าวหน้าได้ยังไงกัน

”สำหรับโครงกระดูกตัวนี้ผมจะเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดตัวแล้วให้พวกคุณช่วยกันโจมตี สิ่งที่สำคัญคือให้พวกนักรบคอยระวังไม่ให้มันพุ่งเข้าไปโจมตีนักเวทนักธนูที่มีพลังป้องกันต่ำ แค่ขวางเอาไว้ก็พอแล้วผมจะโจมตีดึงความสนใจจากมันเอง พวกนักเวทย์กับนักธนูก็ต้องระวังให้ดีอย่าโจมตีไปโดนพวกเดียวกัน พวกนักรบแถวหน้าก็อย่าขยับไปมากระทันหันมั่วซั่วเดี๋ยวจะไปโดนลูกหลงเข้า ไม่ต้องห่วงเรื่องการโจมตีระยะไกลจากมันเพราะผมสู้กับมันมาแล้วห้าครั้งไม่เคยเห็นมันใช้การโจมตีระยะไกลซักครั้ง”

เมื่อพูดจบเดชาก็ออกเดินนำทางสมาชิกทั้งหมดไปยังประภาคารทันที เขายังไม่รู้ว่ามีสิ่งที่น่ากลัวรอเขาอยู่

ตกค่ำเดชาและสมาชิกก็พ้นป่าทึบ แสงไฟจากประภาคารที่สว่างจ้าทำให้เดชาต้องขมวดคิ้ว

”มีอะไรเหรอพี่” สมาชิกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆถามเมื่อเห็นเขาหยุดยืนนิ่ง

”ห้าครั้งที่ผ่านมาประภาคารไม่เคยถูกจุดไฟสว่างแบบนี้นะ ...”

ถึงจะเคลือบแคลงกับความรู้สึกผิดปกติแต่เขาก็นำสมาชิกเดินเข้าหาประภาคารต่อไป

ไม่ใช่แค่ประภาคารที่ถูกจุดไฟบนยอดจนสว่างจ้าแม้แต่คบไฟริมทางเดินหินลงสู่ท่าเรือก็ถูกจุดไฟจนสว่าง นักรบโครงกระดูที่ปกติจะรออยู่หน้าประภาคารกลับไม่อยู่เสียแล้ว

”ทุกคนกระจายกันออกไป พวกนักรบคอยดูแลนักเวทย์กับนักธนูไว้อย่าให้โดนตุ๋ย”

ทั้งหมดค่อยขยับอย่างเชื่องช้ามองหาเป้าหมายไปรอบๆ ยิ่งมาความรู้สึกไม่ถูกต้องของเดชาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

”นั่นไง”

เสียงนักธนูคนหนึ่งดังขึ้น สายตาที่ดีกว่าทำให้เขามองเห็นร่างของนักรบโครงกระดูกบนยอดประภาคาร

ทุกคนมองตามขึ้นไปก็พบกับนักรบโครงกระดูกยืนมองพวกเขาลงมาจากบนยอดประภาคาร และความเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งก็ทำให้หลายคนปรี๊ดแตกเพราะโครงกระดูกนั้นเก็บนิ้วสี่นิ้วไว้และชูนิ้วกลางที่เหลือให้พวกเขาดู

”ไอ้...”

สมาชิกหลายคนที่โมโหเลือดขึ้นหน้าพุ่งตรงเข้าประตูประภาคารโดยไม่ฟังคำทัดทานของเดชา

”ไอ้พวกหน้าโง่เอ๊ย”

เดชาสบถให้กับสมาชิกที่ถูกยั่วโมโหด้วยเรื่องแค่นี้จนขาดสติถึงขนาดที่ลืมไปว่าตัวเองระดับ 40 จะไปสู้กับนักรบโครงกระดูกระดับ 70 ได้ยังไง

”ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะของรามัสดังก้องขึ้นก่อนที่จะหายไปจากสายตาของคนที่เฝ้าดูอยู่เบื้องล่าง

เดชารู้ตัวแล้วว่าภารกิจครั้งนี้อาจจะล้มเหลวก็ได้ ศัตรูที่เคยพุ่งเข้าปะทะตรงๆซื่อๆกลับรู้จักการยั่วโมโหอีกฝ่าย

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากในประภาคารทำให้คนที่เหลืออยู่ภายนอกถึงกับสะดุ้งเฮือก

”เอาไงดีพี่” สมาชิกคนหนึ่งถามเดชา

เดชาพยายามใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว บันไดวนทางขึ้นประภาคารเป็นช่องทางเดินหินแคบๆที่เดินคู่กันไปได้แค่สองสามคน เขาอาจจะยันอีกฝ่ายเอาไว้ได้ แต่กำลังหนุนของเขาจะไม่สามารถช่วยเหลือเขาในการโจมตีได้เลย แต่ถ้ารออยู่ข้างนอกจนเรือมาถึงพวกนักรบที่มากับเรือก็จะออกมาต่อสู้ในที่โล่งที่จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบมาก นอกจากนั้นอาจจะถูกโจมตีตลบหลังอีกด้วย

”ดูนั่น มันกลับมาแล้ว มีอะไรในมือมาด้วย”

รามัสกลับมาที่ยอดประภาคารอีกครั้ง แต่คราวนี้เขามีถังไม้ขนาดพอๆกับโอ่งมังกรติดมือมาด้วย

จากสายตาของคนที่อยู่ข้างล่างอาจจะมองไม่เห็น ข้างบนนั้นมีถังไม้แบบเดียวกันอีกห้าถังวางอยู่ แต่ละถังเต็มไปด้วยน้ำมันสนแดงพันปี

”เฮ้ย”

เสียงอุทานของสมาชิกสมาคมม้าขาวดังขึ้นเมื่อเห็นรามัสทุ่มขว้างถังไม้ลงมาทีละถังอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถหลบถังไม้ได้ไม่ยาก แต่ไม่มีใครสามารถหลบน้ำมันที่กระเซ็นออกมาจากถังไม้ได้เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงแต่เดชาเท่านั้นที่พุ่งตัวหลบออกมาได้ทัน

”กลิ่นนี้มันน้ำมันนี่หว่า”

เสียงหัวเราะดังขึ้นที่ยอดประภาคารพร้อมกับคบไฟนับสิบที่ถูกขว้างลงมา

น้ำมันสนแดงพันปีเป็นน้ำมันที่มีความสามารถในการเผาใหม้สูงและยาวนานมากเพราะสกัดมาจากใม้สนแดงที่ยืนต้นอยู่ข้างภูเขาไฟมานานนับพันปี เป็นวัตถุดิบหายากที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะต้นสนที่ไปขึ้นอยู่ในที่แบบนั้นและมีอายุยืนยาวขนาดนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ

ทันทีที่เปลวไฟจากคบสัมผัสกับละอองน้ำมันก็เกิดการระเบิดขึ้นทันที ละอองน้ำมันที่กระจายอยู่ในอากาศอย่างเข้มข้นเผาใหม้ตัวเองอย่างรวดเร็วและรุนแรง อ็อกซิเจนที่อยู่รอบข้างถูกดูดเข้ามาช่วยในการเผาใหม้จนเกิดเป็นกระแสลมเข้าหาศูนย์กลางการระเบิดและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

เพียงการระเบิดก็ส่งสมาชิกสมาคมม้าขาวกว่าครึ่งกลับไปเกิดใหม่ ส่วนคนที่เหลือก็ต้องตกอยู่ในเปลวไฟที่ลุกไหม้ติดตัวและค่อยๆล้มลงทีละคน

เดชามองดูสมาชิกที่ถูกไฟไหม้จนตายไปทีละคนโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้ ความเสียหายจากเปลวไฟนั้นต่อเนื่องและรุนแรงเกินกว่าที่จะฟื้นพลังได้ทัน

คนสุดท้ายล้มลงพร้อมกับประตูประภาคารที่ถูกเปิดออก นักรบโครงกระดูกเดินเข้าหาเขาอย่างมั่นคงแน่วแน่

เดชากระชับดาบด้วยสองมือแน่น เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถต่อสู้กับศัตรูที่ต้องใช้พวกมากเข้ารุมจึงจะชนะได้

แต่แทนที่รามัสจะเข้าต่อสู้กับเดชาเขากลับออกเดินไปยังท่าเรือ

”เฮ้ย จะไปใหน”

รามัสเริ่มวิ่งเมื่อเห็นว่าเดชาเริ่มวิ่งตาม ด้วยความเร็วของทั้งคู่ เพียงไม่กี่วินาทีทั้งสองคนก็มายืนที่สุดขอบของท่าเรือบริเวณที่เรือจะเข้าเทียบ

เดชาเริ่มคิดถึงปัญหาใหม่ ถ้าอีกฝ่ายต่อสู้แบบถ่วงเวลากับเขาจนเรือมาถึงแล้วเขาจะทำอย่างไร

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รามัสพุ่งตัวเข้าหาเดชาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ป้องกันตัวเอง เดชารวมกำลังทั่วร่างฟันดาบสวนลงไปทันที

เพียงดาบนี้ดาบเดียวก็ลดพลังชีวิตของรามัสลงถึงหนึ่งในสาม การฟันดาบสุดแรงแบบนี้จะใช้พลังกายมากและหลบได้ไม่ยากถ้าอีกฝ่ายมีความรวดเร็วมากกว่า เส้นทางการโจมตีเป็นเส้นตรงหลบได้ง่ายที่สุดในการโจมตีทั้งหมดทั้งมวล

รามัสที่ไม่สนใจการบาดเจ็บของตัวเองพุ่งเข้าประชิดตัวเดชาและใช้โซ่เส้นใหญ่เท่าแขนพันอ้อมลำตัวของเดชาและใช้เส้นเหล็กบิดล็อคโซ่เอาไว้อย่างแน่นหนา

เดชาดิ้นรนไปมาในอ้อมกอดของอีกฝ่ายด้วยความตื่นตระหนกสุดชีวิต เมื่อดิ้นหลุดออกมาก็พบว่าตัวเองถูกผูกติดไว้กับโซ่เส้นใหญ่ เขาสามารถงัดบิดเอาเหล็กเส้นที่ล็อคโซ่เอาไว้ได้ แต่นั่นต้องใช้เวลานานหลายนาที

เมื่อหันมามาคู่ต่อสู้เขาก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังออกแรงผลักสมอเรือขนาดสูงท่วมหัวลงสู่ทะเล และสมอเรือนั้นก็ถูกโยงไว้กับโซ่เส้นที่ผูกตัวเขาเอาไว้

”อย่า... โอ๊วววซซซซ”

เขาร้องโหยหวนเมื่อถูกน้ำหนักของสมอเรือลากลงสู่ก้นทะเล สมอเหล็กนั้นถ่วงเขาลงสู่ก้นอ่าวที่ลึกร่วม 30 เมตร

เขาสามารถกลั้นหายใจได้นานอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยที่ตัวเองเป็นนักรบไม่ใช่นักผจญภัยดังนั้นจึงไม่มีทักษะที่จะช่วยเหลือให้มีชีวิตอยู่ใต้น้ำได้ ดิ้นรนอยู่สองสามนาทีเขาก็ตัดใจยอมรับความตาย ก่อนที่สายตาจะดับมืดไปเขามองเห็นท้องเรือที่แล่นเข้าเทียบท่าอย่างช้าๆ ในใจก็ได้แต่คิดว่าจะรับผิดชอบความผิดพลาดนี้กับสมาคมอย่างไร ใครจะไปคาดคิดว่าตัวเองจะต้องถูกจับเผาไฟแล้วถ่วงน้ำแบบนี้

--------------------

หนึ่งเด็กสาว หนึ่งโครงกระดูกยืนต้อนรับเรือผีที่เข้าเทียบท่าด้วยความยินดี

สำหรับรามัสแล้วนี่เป็นช่วงเวลาที่เขารอคอยมานานร้อยกว่าปี ความยินดีในจิตใจนั้นยากนักที่ใครจะเข้าใจได้

โครงกระดูกที่ลงมาจากเรือรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นเด็กสาวยืนอยู่กับสหายของตน แต่ความยินดีที่ได้พบกับสหายที่เฝ้ารอและความก้าวหน้าของภารกิจมีมากยิ่งกว่า

พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาที่เกวลินไม่เข้าใจ ดังนั้นเธอจึงหันมาสำรวจบริเวณที่เหล่าผู้คนล้มตายลงเพราะถูกไฟเผาแทน

แผนการทั้งหมดถูกวางขึ้นเมื่อเธอได้ค้นพบสมอเรือภายในห้องเก็บของใต้ประภาคาร

แผนนี้ใช้น้ำมันสนแดงพันปีไปจนหมดสิ้น เกวลินพยายามกรอกส่วนที่เหลือติดก้นถังเหล็กใส่ขวดแก้วที่พบในห้องเก็บของเอาไว้ ปริมาตรที่เก็บได้ก็ประมาณแค่หนึ่งลิตรเท่านั้น

ถึงจะเสียดายของดีๆแบบนี้แต่มันก็ช่วยไม่ได้

อาวุธหลายชิ้นหล่นอยู่บนพื้นที่ยังคงลุกใหม้ในจุดที่เป็นแอ่งให้น้ำมันขังตัวอยู่ คนที่ฝึกฝนวิชาดาบอย่างเธอย่อมหลงไหลในอาวุธ โล่หนังแข็งหลายชิ้นถูกไฟเผาจนไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ดาบเหล็กมือเดียวแบบที่ใช้ในยุคกรีกโรมันยังคงร้อนระอุเพราะถูกไฟเผาจนแดง เกวลินดูแล้วก็ปล่อยเอาไว้ให้เย็นลงก่อนค่อยมาดูดีกว่า

แต่ก็มีดาบบางเล่มที่กระเด็นออกมานอกวงให้เธอได้หยิบมาตรวจสอบ ดาบสองคมโบราณแบบนี้เธอไม่เคยมีโอกาสได้จับมาก่อน เมื่อสัมผัสแล้วจึงได้เห็นว่านี่เป็นดาบที่เน้นการแทงในจุดสำคัญมากกว่าที่จะเอามาฟาดฟันกันตรงๆ คมทั้งสองด้านสามารถใช้พลิกแพลงได้หลายๆทางแต่น้ำหนักและสมดุลย์แตกต่างไปจากดาบไทยคมเดียวที่เธอเคยใช้

ถ้าพิจารณาร่วมกับกระบวนท่าและวิธีการของดาบไทยที่เธอฝึกฝนมาแล้วต้องบอกว่าใช้ร่วมกันได้ยาก แต่ถึงยังไงมีอาวุธติดตัวไว้ก็น่าจะดีกว่าจึงเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ ดาบเล่มนี้กินพื้นที่ช่องเก็บของเธอไปสามช่อง

ส่วนไอเท็มพวกเสื้อผ้าและอีกหลายๆอย่างถูกไฟเผาจนใช้งานไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจกลับมาหารามัสที่ท่าเรือ

นักรบโครงกระดูกทั้ง 12 คนลงจากเรือเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นยังมีรถลากที่บรรทุกลังไม้หลายลังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอีกด้วย

”พวกเราทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านให้ความช่วยเหลือพวกเราจนสามารถนำของลงจากเรือได้เรียบร้อยเราขอมอบหนังสือบันทึกรายละเอียดของพืชสมุนไพรและวัตถุดิบประเภทยาต่างๆที่พวกเราได้ทำขึ้นระหว่างการเดินทางเป็นการตอบแทน ขอให้ท่านเกวลินยอมรับไว้ด้วย”

รามัสเป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณเกวลิน

”จากนี้ไปพวกเราจะเดินทางกลับเข้าเมืองที่เหลือเพียงซาก แม้พระราชาของเราจะสิ้นไปแล้ว แต่อย่างน้อยเราก็ต้องนำสมุนไพรที่หามาได้ไปเก็บไว้ยังที่สุสานประจำเมือง และหลับไหลอยู่ที่นั่นตลอดไป”

”ขอให้พวกคุณทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยนะคะ” เกวลินอวยพรด้วยรอยยิ้ม

นักรบโครงกระดูกทั้งหมดเริ่มออกเดินางในความมืดเหลือเพียงรามัสที่ยังคงยืนรั้งท้ายอยู่กับเกวลิน

”นี่เป็นของขวัญจากข้า โปรดรับมันแทนคำขอบคุณที่ช่วยปลดปล่อยพวกข้าทั้งหมดจากความทุกข์ทรมานนับร้อยปี”

รามัสปลดเศษผ้าเก่าๆเส้นหนึ่งที่ผูกเอาไว้กับกระดูกซี่โครง เขาผูกมันเข้ากับลำคอของเกวลิน ปลายของผ้าสะบัดไปมากลางสายลม

”มันเป็นผ้าเวทย์มนต์ที่นักปราชญ์ในอานาจักรของข้าร่วมกันสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือในการหายารักษาโรคของพระราชา”

”มันทำอะไรได้เหรอคะ ?” เกวลินถามพลางลูบคลำผ้าที่ผูกอยู่บนคอตัวเอง

”ภายในผ้าผืนนี้ได้ถูกประจุความสามารถในการสื่อสารในทุกๆภาษาเท่าที่พวกเราจะหาได้ลงไป มันทำให้เจ้าสามารถรับฟังและพูดคุยในทุกๆภาษาที่ได้รับการประจุเอาไว้ได้ การสื่อสารกับเผ่าพันธุ์ต่างๆเป็นเรื่องจำเป็นในการหาข้อมูลของยารักษาโรคต่างๆ ที่เจ้าฟังข้าพูดในตอนนี้เข้าใจก็เพราะพลังของผ้าผืนนี้เอง แต่มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง”

”อะไรคะ ?” เกวลินเริ่มสังหรณ์ใจ ของดีๆแบบนี้มักจะมีข้อเสียที่ร้ายแรงอยู่ด้วย

”ถ้าสวมใส่แล้วจะถอดไม่ได้ ข้าต้องไปแล้วขอให้เจ้าโชคดี”

เกวลินใช้สายตาส่งขบวนของนักรบโครงกระดูกที่หายไปในความมืดจากนั้นฉวยเอาคบไฟอันหนึ่งจากขาตั้งริมทางเดินและมุ่งหน้าเข้าสู่เรือผี

”มันต้องมีอะไรที่ใช้ได้บ้างแหละน่า”


จบตอนที่สอง


ช่วงเวลาเช้าที่สดชื่นในมหาวิทยาลัยเปิดของรัฐแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มในเสื้อยืดกางเกงกีฬาวิ่งรอบสนามฟุตบอลออกกำลังกายเหมือนกับอีกหลายๆคน แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างก็คือในสองมือของเขาถือไว้ด้วยดาบเหล็กเงาวับ ภาพของคนที่ถือดาบเหล็กวิ่งรอบสนามอาจจะเป็นของแปลกสำหรับคนทั่วไป แต่ตัวหนังสือ “ชมรมดาบไทย” หลังเสื้อทำให้คนหายข้องใจถึงที่มาที่น่าสงสัยได้

เขาเป็นสมาชิกของชมรมดาบไทยประจำมหาวิทยาลัย ดาบที่เขาถืออยู่ในมือเป็นดาบลบคมที่ใช้เพื่อฝึกซ้อมและออกกำลังเท่านั้น วันนี้เขาก็มาวิ่งออกกำลังเหมือนกับทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่กวนใจเขามาตั้งแต่เช้าก็คืออาการเสียดหน้าอกเล็กๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังคงรู้สึกเจ็บเล็กอยู่ตลอด ถึงจะเจ็บไม่มากแต่มันก็ทำให้เขาอดกังวลไม่ได้ เขาตัดสินใจว่าวิ่งเสร็จรอบนี้แล้วพอก่อนดีกว่า วันนี้ไปหาหมอก่อนก็น่าจะดี

เพียงแต่ว่ามันสายไปเสียแล้ว อาการเจ็บเสียดในหน้าอกเปลี่ยนเป็นปวดร้าวอย่างฉับพลัน เขาต้องหยุดวิ่งและวางดาบลงกับพื้นกุมหน้าอกตัวเองอย่างตื่นตระหนก หัวใจของเขาที่ต้องเต้นถี่รัวจากการออกกำลังกายมันไม่เต้นเหมือนอย่างที่สมควรจะเป็น มันหยุดนิ่งสนิท

ตัวเขาเคยคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องตายมานับครั้งไม่ถ้วน เฝ้าจินตนาการว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจในห้วงแห่งความตายอย่างไร แต่เมื่อต้องตกในช่วงเวลานั้นจริงๆจึงได้รู้ว่าเขานั้นยังเตรียมใจมาไม่พอ เมื่อความตายมาถึงคุณจะรู้สึกได้ถึงอำนาจที่ไม่มีทางต่อต้าน ไม่มีทางหนีพ้น ความตายนั้นไม่เปิดโอกาสให้คุณได้ดิ้นรนใดๆทั้งสิ้น ตายก็คือตายไม่มีการต่อรองจากความตายทั้งสิ้น

เสียงผู้คนรอบข้างที่ตื่นตระหนกค่อยๆเงียบลงกลายเป็นเสียงอู้อี้และเงียบสนิทไปพร้อมๆกับสายตาที่ค่อยๆดับมืดลง ความรู้สึกรับรู้ต่างๆเริ่มหายไปจากร่างกาย สติที่กระเจิงไปกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง จิตใจที่สับสนพลุ่งพล่านเปลี่ยนเป็นพร้อมรับความตายที่เข้าครอบงำชีวิต อีกไม่นานเขาก็จะรู้ความลับที่เป็นปริศนาของมนุษย์ทุกผู้คน “หลังความตายคืออะไร”

ในช่วงเวลานี้เขารู้สึกยินดีที่ตัวเองไม่มีครอบครัวให้ต้องเป็นห่วง ไม่มีคนรัก ไม่มีเรื่องผูกมัด ไม่มีความกังวลใจ ไม่มีอะไรให้ต้องพะวงกังวลทั้งสิ้น นี่คงเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นเด็กกำพร้าตัวคนเดียวก็ได้

ในความเงียบที่มืดสนิทไม่มีความรับรู้ทางกายใดๆ สิ่งที่เด่นชัดก็คือตัวตนในห้วงความคิดที่พลุ่งพล่าน ไม่มีลมหายใจช่วยในการกำหนดสมาธิยิ่งทำให้จิตใจฟุ้งซ่านโกลาหล เขาเริ่มคิดว่าถ้าหลังความตายคือความมืดและเงียบงันอย่างนี้ตลอดไปไม่สิ้นสุดมันก็คือนรกแบบหนึ่งนี่เอง

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่เขาไม่สามารถรับรู้ได้ แต่แล้วสัมผัสอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้น มันเริ่มจากสัมผัสของน้ำหนักและแรงกดจากด้านหลัง ตามมาด้วยความรู้สึกเย็นสบาย อาการเจ็บเล็กๆในหัว เสียงพูดคุยเบาๆจากรอบข้าง

เมื่อเขาเปิดเปลือกตาที่แสนจะหนักอึ้งขึ้นก็พบตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องสีขาวสะอาดตา แรงกดจากด้านหลังที่รู้สึกได้ก็คือแรงดึงดูดของโลกทำกับร่างกายที่นอนอยู่บนเตียง

รอบเตียงล้อมรอบไปด้วยคนสี่คน ดูจากเครื่องแต่งกายแล้วสองคนน่าจะเป็นหมอกับพยาบาล อีกสองคนเป็นชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง

 

หรือว่าเขายังไม่ตายแต่มีคนช่วยพาส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่ชุดหมอกับพยาบาลแบบนี้เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

 

”ลูกรัก ลูกเป็นยังไงบ้าง” หญิงวัยกลางคนนั้นถามเขาด้วยสีหน้าแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งโล่งใจ ทั้งกังวล ทั้งยินดี ทั้งเศร้าส้อย

”พวกคุณเป็นใคร ?” เขาถามโพล่งออกไปหลังจากนิ่งตะลึงด้วยความสับสนและงงงวยชั่วอึดใจ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงเรียกเขาว่าลูก และเขาก็ต้องตกใจจนต้องยกมือขึ้นปิดปากตัวเองเพราะเสียงที่เปล่งออกมาจากปากนั้นไม่ใช่เสียงของชายหนุ่มวัย 27 อย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นเสียงของเด็กสาววัยรุ่น และยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นว่ามือของเขาเปลี่ยนไปกลายเป็นมือขาวเนียนนุ่มของผู้หญิงแทนที่จะเป็นมือหยาบกระด้างด้านหนาอย่างที่เคยเป็น ความคิดอย่างหนึ่งที่แล่นเข้ามาก็คือ “นี่มันอะไรกัน ทำไมเสียงเราถึงกลายเป็นแบบนี้ แล้วทำไมมือของเราถึงบอบบางเหมือนกับมือผู้หญิงแบบนี้ ?”

หญิงวัยกลางคนนั้นหันไปมองชายวัยกลางคนน้ำตาคลอ ชายคนนั้นกุมมือเธอเอาไว้และจูงมือเธอออกไปจากห้องพร้อมกับหมอ ปล่อยให้พยาบาลอยู่กับคนไข้ที่สับสนในห้องสองคน

ทั้งสามคนยืนคุยกันอยู่ที่หน้าห้องคนไข้

”ก็อย่างที่ชั้นบอกแกไปนั่นแหละ การปลูกถ่ายเซลล์สมองมันส่งผลข้างเคียงอยู่ในระดับสูงมาก จากที่เห็นนี่ความทรงจำของลูกสาวแกมีปัญหาแน่นอน” ชายในชุดหมอพูดกับเพื่อน

”แล้วเท่าที่เคยมีการทำกันมามันมีผลข้างเคียงแบบใหนบ้างแกบอกชั้นหน่อยได้มั้ย”

”ก่อนที่จะมีกฏหมายห้ามการปลูกถ่ายเซลล์สมองมันก็มีเรื่องเยอะแยะ แย่ที่สุดก็เป็นอัมพาตสมองหยุดทำงาน ไม่งั้นก็ความจำเสื่อม บางรายก็กลายเป็นเด็กไปเลย ต้องมาหัดเดินหัดพูดกันใหม่ บ้างที่โชคดีก็กลับมาเป็นปกติ บางคนก็จิตใจแปรปรวนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”

คนเป็นแม่ได้ยินเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกตัวเองก็ต้องปล่อยโฮ สามีทำอะไรไม่ได้นอกจากโอบกอดปลอบโยนภรรยาตัวเอง

หมอหยุดคิดครู่หนึ่งและพูดต่อ ”ชั้นจะสรุปคร่าวๆให้แกฟังก่อนนะ อย่างแรกที่สำคัญมากๆก็คือยังดีที่สมองทำงานได้ปกติไมมีผลกระทบกับการทำงานของร่างกาย แต่ผลข้างเคียงที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือสูญเสียความทรงจำ บุคลิกผิดเพี้ยน ถ้าเป็นการรักษาปกติจะต้องมีการทำจิตบำบัดก่อน แต่ที่ชั้นทำให้แกนี่มันเป็นการผ่าตัดเถื่อน การรักษาตามขั้นตอนปกติเลยทำไม่ได้ แกต้องทำขั้นตอนนี้ด้วยตัวเอง”

”... แล้วชั้นต้องทำอะไรบ้าง ?”

”อย่างแรกก็คือแกต้องเข้าใจว่าลูกสาวแกยังคงเป็นลูกสาวแกคนเดิม ถึงลูกแกจะจำแกไม่ได้เลยก็เถอะ แกต้องทำใจให้ได้ที่ลูกจะทำกับแกเหมือนกับคนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่ว่าลูกแกจะทำท่าระแวงแกแค่ใหนแกก็ต้องทน อย่าแสดงท่าทางผิดหวังหรือว่ารำคาญเด็ดขาด คอยพูดคุยสอบถามเรื่องต่างๆเพราะว่าคนไข้บางคนจำวิธีใช้ชีวิตไม่ได้ แกอาจจะต้องสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้ลูกสาวแกให้ถูกต้อง เท่าที่ชั้นรู้ก็มีแค่นี้เพราะมันไม่ใช่สายงานชั้น แกลองไปค้นหาข้อมูลในเน็ตเพิ่มก็ได้”

เมื่อคนเป็นพ่อได้ฟังคำแนะนำกับเพื่อนก็ต้องถอนหายใจและหันไปพูดกับภรรยาตัวเอง

”บางทีนี่คงเป็นกรรมของเราเองที่ไม่สนใจดูแลลูก อย่างน้อยนี่ก็เป็นโอกาสที่เราจะทำอะไรให้กับลูกได้บ้าง แม่ต้องอดทนนะแม่”

ถึงแม้จะเศร้าเสียใจแค่ใหนแต่ในยามที่ต้องทำเพื่อลูกแล้วคนเป็นแม่ก็ต้องฮึดสู้ “จ้ะพ่อ … เราเข้าไปหาลูกกันเถอะ แม่อยากบอกให้ลูกรู้ว่าเราเป็นพ่อกับแม่ของลูก”

------------------------

เกวลิน นั่นคือชื่อของเธอ เธอกำลังต่อสู้กับความสับสนในจิตใจ รถโดยสารที่บินไปมาบนอากาศที่เธอเห็นระหว่างเดินทางกลับบ้านทำให้เธอต้องยอมรับว่าตอนนี้เธออยู่ในปี พ.ศ. 2855 ความจริงคือเธอเป็นเธอแต่ไม่ใช่เธอ เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเธอยังเป็นชายหนุ่มอายุ 27 ปีที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งในปี พ.ศ. 2555 แต่เธอล้มลงในระหว่างที่ออกกำลังกายตอนเช้าและตื่นขึ้นมากลายเป็นเด็กสาวอายุ 16 ในปี พ.ศ. 2855

ในช่วงเวลาแรกนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและวุ่นวาย สิ่งต่างๆรอบข้างแปลกใหม่ไปหมด และส่วนมากเธอไม่รู้จักไม่เคยเห็นมาก่อน เธอได้รับคำอธิบายว่าตัวเธอหมดสติไปใน สถานีส่งสัญญาณ และกลายสภาพเป็นเจ้าหญิงนิทราโดยไม่ทราบสาเหตุ

สถานีส่งสัญญาณเป็นคำศัพท์ใหม่สำหรับเธอ ตอนที่ได้ยินครั้งแรกเธอนึกไปถึงตึกหรืออาคารสูงที่มีเสาเหล็กสูงทิ่มฟ้าคอยส่งสัญญาณโทรศัพท์หรืออะไรทำนองนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นคนละเรื่องเลย

สถานีส่งสัญญาณคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณสมองและเชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับเซอร์ฟเวอร์เพื่อทำกิจกรรมต่างๆในโลกเสมือน

ประสาทสัมผัสต่างๆในร่างกายของมนุษย์นั้นเมื่อได้รับการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆจะส่งข้อมูลเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปสู่สมองเพื่อให้สมองประมวลผลและแปลความหมาย รูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ในร่างกายมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากต่อการค้นคว้าและตีความ อย่างแรกก็คือศีลธรรมและกฏหมายข้อห้ามในการทดลองกับร่างกายมนุษย์ อย่างที่สองคือความซับซ้อนของตัวสัญญาณไฟฟ้าในเส้นประสาทซึ่งเกินความสามารถของคอมพิวเตอร์จะทำได้

ในระหว่างที่พักฟื้นและฝึกฝนเรียนรู้สิ่งต่างๆในโรงพยาบาล เกวลินศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีคลื่อนสมองผ่านคอมพิวเตอร์อย่างละเอียดและได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางวิทยาศาสตร์

คอมพิวเตอร์ชีวภาพที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วได้ถูกคิดค้นขึ้น และได้มีการใช้คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงนั้นหารูปแบบและแปลความหมายของสัญญาณไฟฟ้าที่รับส่งกันระหว่างประสาทสัมผัสกับคลื่นสมองจนประสบความสำเร็จในที่สุด

ในช่วงแรกเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ในการสร้างอวัยวะเทียม โดยใช้คอมพิวเตอร์ชีวภาพเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างสมองและอวัยวะที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เริ่มจากกล้ามเนื้อเทียมที่มีประสาทสัมผัสรับรู้ทางผิวหนังเทียบเท่ากับกล้ามเนื้อจริงๆ หูเทียม และตาเทียมในที่สุด

หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนาสร้างโลกเสมือนขึ้นมา โดยการสร้างสัมผัสเทียมทุกๆอย่างที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับรู้ได้ขึ้นมาและส่งเข้าสู่สมองโดยตรง โลกเสมือนแห่งแรกจึงถูกสร้างขึ้นมาในชื่อ White Room

White Room เป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยส่งสัญญาณเทียมเข้าสู่สมองของอาสาสมัครด้วยการส่งสัญญาณภาพห้องสีขาวห้องหนึ่ง ภายในห้องมีโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ และเก้าอี้หนึ่งตัว

เมื่อการสร้างโลกเสมือนสำหรับคนหนึ่งคนประสบผลสำเร็จการสร้างโลกเสมือนที่สามารถทำให้คนสองคนตอบโต้กันได้จึงเริ่มขึ้น แนวความคิดก็คือให้คอมพิวเตอร์ทำการสร้างสัญญาณสองชุดสำหรับสองคน และนำกาำรตอบโต้กับสิ่งแวดล้อมของแต่ละคนมาคำนวนการเปลี่ยนแปลงในทางฟิสิกส์จากนั้นจึงส่งสัญญาณกลับไปยังสมองของแต่ละคน

ด้วยการทำเช่นนี้ทำให้เกิดการตีความของอาสาสมัครแต่ละคนว่าได้มีการตอบโต้สื่อสารกัน แต่แท้ที่จริงแล้วคอมพิวเตอร์ได้สร้างสัญญาณสำหรับผู้ใช้แต่ละคนขึ้นมา

*โน้ตจากผู้แต่ง* โดยแท้จริงแล้วโลกแห่งความจริงของเรานั้นก็ทำงานแบบนี้ครับ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีคอมพิวเตอร์ที่คอยควบคุมประสาทการรับรู้ของพวกเราอยู่ที่ใหนหรือเปล่า

การสร้างโลกให้คนสองคนตอบโต้กันได้นั้นไม่ยากนัก แต่เมื่อมีการเพิ่มจำนวนคนมากขึ้น คอมพิวเตอร์ก็ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อคำนวนผลจากการตอบโต้ของผู้ใช้ ปัญหานี้ถูกแก้ได้เมื่อความสามารถของคอมพิวเตอร์ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

จากเริ่มแรกที่ผู้ใช้ทำได้แต่เห็นหน้าพูดคุยสัมผัสก็ได้เริ่มมีการเพิ่มสิ่งแวดล้อมเข้ามา เพิ่มสิ่งก่อสร้าง สภาพอากาศ สิ่งแวดล้อมต่างๆ มีการสร้างห้องประชุม ห้องเรียนเพิ่มเข้ามา

ในช่วงแรกต้นทุนในการตั้งเซิร์ฟเวอร์ยังมีราคาสูงมากทำให้มีการใช้เพียงแต่ในวงจำกัดที่สำคัญเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเทคโนโลยีในการผลิตที่พัฒนาขึ้นทำให้ราคาสิ่งต่างๆลดลงจนได้มีการพัฒนาเข้าสู่การบันเทิงในที่สุด

เริ่มแรกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสมือนที่จำลองมาจากสถานที่จริง จากนั้นก็พัฒนาเป็นสถานที่ต่างๆตามจินตนาการของผู้สร้าง ตั้งแต่โลกใต้บาดาลไปจนถึงดวงดาวในอวกาศอันไกลโพ้น

นอกจากนั้นยังมีสถานบันเทิงในโลกเสมือนอีกหลายรูปแบบเกิดขึ้น ภาพยนต์แบบเสมือนจริงที่สามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ที่แสนตื่นเต้นได้จริงๆ

แต่ทุกๆอย่างก็เป็นดาบสองคมทั้งนั้น มีข้อดีก็มีข้อเสีย ตั้งแต่ความปลอดภัยของผู้ใช้ที่ต้องเข้าไปอยู่ใน สถานีส่งสัญญาณ ที่มีลักษณะเป็นแคปซูลเหมือนเตียงนอนที่มีฝาครอบในช่วงแรกๆ การเสื่อมสภาพของร่างกายที่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานีส่งสัญญาณเป็นเวลานาน ภาวะขาดสารอาหาร โรคกระเพาะ อาการเจ็บป่วยกระทันหันเช่น ชัก หัวใจล้มเหลว หรือแม้แต่โจรขโมย ไฟใหม้ จึงต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับกับปัญหาต่างๆมากมายจนในที่สุดก็มาถึงยุคปัจจุบัน พ.ศ. 2855

ในยุคนี้ทุกๆบ้านจะมีสถานีส่งสัญญาณสำหรับสมาชิกทุกคนในบ้าน แต่ละบ้านจะมีเซอร์ฟเวอร์เล็กๆเป็นของตัวเองไว้ให้คนในครอบครัวมาพบประพูดคุยกัน

และตอนนี้เธอก็กลับมาถึงบ้านแล้ว สถานีส่งสัญญาณเครื่องที่เธอหมดสติไประหว่างใช้งานถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐนำไปตรวจสอบหาข้อผิดพลาด และบริษัทผู้ผลิตก็ได้นำเครื่องรุ่นใหม่มาเปลี่ยนให้กับครอบครัวเธอทั้งครอบครัว

--------------------

”ลูกแน่ใจนะว่าจะใช้เครื่องส่งเลย” ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านซ้ายถามขึ้น

ชายกลางคนผู้นี้ที่อยู่กับเธอในโรงพยาบาลตอนที่เธอตื่นขึ้นมาชื่อว่า สมบัติ พ่อแท้ๆของเธอ

”ทำไมล่ะคะ ?” เกวลินหันไปมองพ่อด้วยสายตาแปลกใจ

”ก็ลูกพึ่งจะหมดสติไปในเครื่องส่งไม่ใช่เหรอ พ่อคิดว่าลูกอาจจะฝังใจกลัวแล้วมีปัญหาทางจิตใจตามมารึเปล่า”

”เอ... หนูก็ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือว่าอะไรนะคะ คงไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เกวลินตอบและยิ้มให้กับพ่อของเธอ

”เอ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พ่อนี่ก็คิดมากเกินไปแล้ว” รัตนา แม่ของเธอที่ยืนอยู่อีกด้านพูดขึ้น

”งั้นเจอกันที่ บ้าน นะคะ”

พูดจบเกวลินก็ทอดตัวลงนอนบนเครื่องส่งและสวมหน้ากากสำหรับป้อนสารอาหารและอากาศเข้ากับใบหน้าก่อนที่ฝาครอบจะปิดลงและของเหลวพิเศษก็ไหลเข้ามาในเครื่องส่งจนเต็ม ตัวของเธอนั้นลอยอยู่ในของเหลวที่จะทำหน้าที่พยุงตัวและรักษาสภาพต่างๆของร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมบูรณ์ที่สุด

สมบัติและรัตนามองลูกสาวตัวเองหลับลึกในเครื่องส่งแล้วก็หันมามองหน้ากันด้วยแววตาแฝงความรู้สึกมากมาย

เวลาหนึ่งเดือนเต็มในโรงพยาบาลทำให้พวกเขาได้รู้ว่าลูกสาวตัวเองนั้นเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว อย่างน้อยความขยันและความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่างๆนั้นไม่มีอยู่ในตัวลูกสาวคนเดิมก่อนที่จะหมดสติไป อย่าว่าแต่ความอดทนต่อสิ่งต่างๆและความเป็นผู้ใหญ่ที่ดูๆไปแล้วน่าจะมีพอๆกับพวกเขาอีก

ในช่วงแรกเธอดูจะสับสนและมึนงงมาก พวกเขาต้องสอนให้เธอรู้จักเครื่องมือต่างๆ สอนเรื่องสังคมสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตให้เธอหลายเรื่อง น่ายินดีที่เธอสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว มองโดยรวมแล้วตอนนี้ลูกสาวเขาเปลี่ยนเป็นลูกสาวที่แสนจะน่ารัก เอาอกเอาใจพ่อแม่ พูดคุยซักถามเรื่องต่างๆ ไม่เหมือนลูกคนเดิมสักนิดเดียว

พวกเขาจะทำอย่างไรได้นอกจากทำใจยอมรับความเป็นจริง อย่างน้อยเธอก็ยังมีชีวิตอยู่...

”ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะคุณเกวลิน” เสียงของคอมพิวเตอร์ที่คอยดูและจัดการเรื่องราวต่างๆใน บ้าน ในโลกเสมือนแห่งนี้ดังขึ้นเมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นในห้อง

เกวลินพบตัวเองในห้องนอนสีขาวเรียบ เตียงขนาดนอนหนึ่งคน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มและหมอนถูกพับและจัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อย โต๊ะอ่านหนังสือและคอมพิวเตอร์หน้าจอขนาด 20 นิ้วอีกหนึ่งเครื่อง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรในห้องอีก ดูๆไปแล้วน่าจะเป็นห้องของเด็กเรียบร้อยคนหนึ่ง

”มีเมลล์จากเกม Parallel Adventure หนึ่งฉบับค่ะ คุณเกวลินจะเปิดดูเลยมั้ยคะ ?” เสียงคอมพิวเตอร์ผู้ดูแลประจำบ้านถามขึ้น

”อืม เปิดเลย” เกวลินนั่งลงบนเก้าอี้ที่มีอยู่ตัวเดียวในห้อง พ่อแม่ของเธอได้สอนเรื่องโลกเสมือนขนาดเล็กที่เป็นเหมือนกับบ้านของทุกครอบครับ และเธอได้มีโอกาสทดลองใช้งานสถานีส่งสัญญาณที่คนทั่วไปเรียกว่า “เครื่องส่ง” มาแล้วหลายครั้งในโรงพยาบาล

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผมทองในชุดเกราะทองคำเงาวับปรากฏตัวขึ้นกลางห้อง ในแต่ละส่วนของชุดเกราะแกะสลักลวดลายสิงโตสวยงาม

ชายในชุดเกราะแฟนตาซีแบบนี้ดูขัดกับห้องนอนเรียบๆจนทำให้ความรู้สึกประทับใจลดลงไปโขทีเดียว

”ขอเชิญท่านผู้กล้าเข้าร่วมสร้างตำนานกับเกม Parallel Adventure ของเรา เกมของเร..”

”เดี๋ยวๆๆๆๆ หยุดก่อน” เกวลินแย้งก่อนที่อีกฝ่ายจะพล่ามยาว

”ครับ...”

”ขอสั้นๆได้ใจความ”

”... ครับ สั้นๆนะครับ คือว่าเราขอเชิญคุณเข้าร่วมเล่นเกมออนไลน์ Parallel Adventure ครับ”

เกมออนไลน์โลกเสมือนจริงเป็นสิ่งหนึ่งที่เกวลินอยากลองทำหลังจากที่ได้อ่านพบข้อมูลในระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาล

”ต้องสมัครก่อนใช่มั้ย ?”

”ครับ”

”ต้องให้ข้อมูลอะไรมั้ย ?”

”เราจะใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลสากลของประเทศเรียกใช้แต่ส่วนที่จำเป็นครับ”

”งั้นสมัครเลยก็แล้วกัน”

”ขอให้เราตรวจสอบข้อมูลสักครู่นะครับ … คุณเกวลินไม่เคยเล่นเกมออนไลน์มาก่อน ดังนั้นการเข้าเล่นเกมออนไลน์ครั้งแรกต้องผ่านระบบแนะนำผู้เล่นใหม่ซึ่งเป็นข้อบังคับตามกฏหมายนะครับ นี่เป็นกุญแจเข้าสู่เกม Parallel Adventure ครับ ถือกุญแจไว้ในมือแล้วพูดว่า เข้าระบบ คุณเกวลินก็จะสามารถเข้าสู่ระบบได้ทันทีครับ”

ชายในชุดเกราะมอบกุญแจสีทองสลักลวดลายสวยงามให้กับเกวลินก่อนที่จะหายตัวไป

ไม่รอช้า เกวลินเข้าระบบในทันที “เข้าระบบ”

สิ่งแวดล้อมรอบข้างค่อยมืดสลัวและเลอะเลือนก่อนที่จะแปรสภาพเป็นที่ราบปกคลุมไปด้วยหญ้าสีทองสุดสายตา บรรยกาศเย็นสบายตอนสายที่มีลมพัดอ่อนๆมาพร้อมกับกลิ่นทุ่งหญ้าที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เกวลินรู้สึกได้ถึงความสมจริงของโลกเสมือนแห่งนี้

”สวัสดีค่ะ” เสียงที่ดังจากด้านหลังทำให้เกวลินที่กำลังดื่มด่ำทิวทัศน์และความเงียบสงบรอบข้างต้องตกใจ

เมื่อหันกลับมาก็พบหญิงสาวหน้าตาดีอายุราว 24 ปีในชุดเกราะหนังอ่อนรัดกุมกำลังยืนยิ้มให้กับเธออยู่

”พี่ชื่อธาราเป็นผู้แนะนำผู้เล่นใหม่ค่ะ น้องเกวลินไม่เคยเล่นเกมออนไลน์มาก่อนใช่มั้ยคะ ?”

”ไม่เคยค่ะ ?” เกวลินตอบตามตรง เกมออนไลน์แบบโลกเสมือนนี้เธอไม่เคยเล่นมาก่อนจริงๆ แต่ถ้าเป็นเกมออนไลน์ในยุคของเธอที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ล่ะก็เธอเคยเล่นมาไม่น้อย

”ถ้าอย่างนั้นก่อนอื่นน้องต้องมาเลือกสร้างตัวละครก่อนนะคะ มีข้อบังคับอยู่สองสามอย่างค่ะ อย่างแรกคือเพศ เกมของเราจะบังคับให้ผู้เล่นต้องใช้ตัวละครเพศเดียวกันกับผู้เล่นจริงๆเพื่อป้องกันการใช้เกมไปในทางที่ผิดนะคะ อย่างที่สองคืออายุ ตัวละครที่ผู้เล่นจะใช้ต้องมีอายุมากกว่า 16 ปีแต่ไม่เกิน 120ปี อย่างสุดท้ายคือสภาพร่างกายรูปร่างหน้าตาพื้นฐาน น้องสามารถปรับได้ตามใจชอบแต่จะต้องไม่มากกว่าที่เรากำหนดเอาไว้นะคะ และการเล่นเกมจะมีผลให้ร่างกายของน้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามปัจจัยต่างๆในเกมค่ะ น้องจะปรับแต่งตัวละครยังไงบ้างคะ ? อ้อลืมไป ขอชื่อที่จะใช้ในเกมด้วยนะคะ” พูดจบกระจกบานใหญ่ก็ปรากฏออกมาต่อหน้าเกวลิน

เกวลินลองสำรวจดูตัวเองอีกครั้ง ตัวเธอเป็นหญิงสาววัยรุ่นร่างกายผอมเพรียวส่วนสูงพอประมาณดูไปก็ดาดๆธรรมดาเหมือนเด็กวัยรุ่นหน้าจืดทั่วๆไปเพียงแต่ออกจะหุ่นดีอยู่บ้าง นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอพิจารณาตัวเองหลังจากที่ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิต่อไปในฐานะเด็กสาวเกวลิน

”... เอาแบบนี้แหละค่ะพี่ ไม่เปลี่ยนอะไร ชื่อก็ เกวลิน เหมือนเดิม”

”น้องแน่ใจนะคะว่าจะไม่ทำให้ตาโตกว่านี้หน่อย ทำปากนิดจมูกหน่อยเหมือนกับที่ผู้หญิงทุกๆคนเค้าทำกัน” ธาราถามเกวลินอีกครั้งเพื่อยืนยัน ผู้หญิงที่เล่นเกมนี้ทุกคนต่างก็พยายามเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาให้ดีกว่าความจริงกันทุกคนอยู่แล้ว ถ้าเกวลินไม่ยอมเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเธอก็จะกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในเกมนี้ที่ใช้หน้าตาจริงๆในการเล่นเกม

”แน่ใจค่ะ เอาแบบเดิมๆนี่แหละ”

”เข้าใจแล้วค่ะ ต่อไปพี่จะอธิบายให้เข้าใจเรื่องต่างๆในเกมตามที่กฏหมายกำหนดนะคะ อย่างแรกก็คือน้องต้องทำความเข้าใจว่านี่เป็น เกม เป็นโลกสมมุติที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงหลายๆรูปแบบผสมผสานกัน นี่ไม่ใช่ชีวิตจริงๆนะคะ ห้ามลืมเป็นอันขาด”

”อย่างที่สองก็คือ เพื่อความยุติธรรมสำหรับผู้เล่นทุกคน ตัวละครที่สร้างใหม่จะมีความเท่าเทียมกันในทุกกรณี”

”อย่างที่สามอย่างสุดท้าย ผู้เล่นจะต้องไม่นำความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่นเกมไปสร้างเรื่องเลวร้ายในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าใครนำความขัดแย้งในเกมมาเป็นสาเหตุในการก่อเรื่องในชีวิตจริงจะต้องได้รับโทษตามที่กฏหมายกำหนดไว้สูงสุด”

”แค่นี้เหรอคะ ?” เกวลินถาม

”แค่นี้แหละค่ะ รายละเอียดปลีกย่อยส่วนมากจะเป็นข้อบังคับในด้านผู้ให้บริการมากกว่าค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะครอบคลุมอยู่แล้วน้องไม่ต้องกังวลนะคะ เอาล่ะค่ะไปในหัวข้อต่อไปกันเลย อืม พี่อยากให้น้องเกวลินวิ่งไปที่ต้นไม้ที่เห็นลิบๆนู่นแล้ววิ่งกลับมาหาพี่ วิ่งให้สุดแรงเลยนะคะ”

เกวลินหันไปมองตามนิ้วมือของธารา ต้นไม้สูงห้าเมตรที่ไม่เห็นมาก่อนโผล่มาจากใหนก็ไม่รู้ห่างไป 100 เมตรพอดี เธอหันกลับมามองธาราอีกครั้งเหมือนจะถามเพื่อความแน่ใจ เมื่อเห็นธาราพยักหน้าเธอจริงออกวิ่งสุดแรงเกิด

ความอัดอั้นในระหว่างที่ต้องทนอยู่ในความมืดหลังความตายและสภาพชีวิตในโรงพยาบาลที่ติดขัดทำให้เธอออกแรงวิ่งอย่างสุดชีวิตจริงๆด้วยหวังว่าจะสามารถระบายความเครียดที่สะสมอยู่ออกไปบ้าง กว่าจะวิ่งไปถึงเธอก็หอบแฮ่กและพอวิ่งกลับมาถึงธาราเธอก็ต้องนอนหงายลงกับพื้นหอบหายใจหัวใจเต้นแทบระเบิดออกมาจากอก

ธารานั่งยองๆลงข้างๆและยิ้มให้ “เป็นยังไงบ้างจ๊ะ แหม...พี่ไม่เคยเห็นใครวิ่งสุดแรงแบบนี้มานานแล้วนะ เอ้าเข้าเรื่อง กำลังและความเหนื่อยล้าในร่างกายของน้องเป็นความสมจริงของเกมๆนี้ เกมออนไลน์หลายๆเกมผู้เล่นจะไม่มีความเหนื่อย แต่เกมของเราเน้นความสมจริงเป็นหลักเราเลยใส่ความเหนื่อยล้าให้กับตัวละครด้วย ผู้เล่นระดับหนึ่งแบบน้องออกแรงวิ่งขนาดนี้ก็เหนื่อยประมาณนี้แหละ”

เกวลินพยายามหายใจเข้าลึกๆเอาอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุดอย่างที่เคยทำตอนออกกำลังกายเป็นประจำ ด้วยความรู้สึกของคนที่ออกแรงวิ่งวันละ 10 กิโลฯทุกวันแล้วเธอรู้สึกว่าร่างกายนี้อ่อนแอจนน่าสมเพช

”พี่อยากให้น้องตั้งจิตใจให้แน่วแน่ลองพยายามจินตนาการเรียกข้อมูลรายละเอียดตัวเองออกมาเป็นแบบจอคอมพิวเตอร์หรือแผ่นกระดาษดูนะ เดี๋ยวพี่จะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง”

แผ่นโลหะวาววับปรากฏขึ้นกลางอากาศด้านหน้าของธารา แต่เนื่องด้วยตัวของเกวลินที่นอนอยู่กับพื้นทำให้เห็นแต่เพียงด้านหลังของแผ่นโลหะนั้น คิดว่าด้านหน้าคงเป็นข้อมูลต่างๆของตัวละคร

เกวลินกำหนดจิตใจอย่างแน่วแน่และจอคอมพิวเตอร์แบบแบนขนาด 50 นิ้วก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น

” ท่านสำเร็จทักษะ กายใจรวมเป็นหนึ่ง สามารถเรียกหน้าต่างแสดงข้อมูลได้โดยไม่ต้องใช้เสียงหรืออุปกรณ์เข้าช่วย ”

ธาราเห็นผลที่ได้ก็รู้สึกทึ่งในใจ การเรียกหน้าต่างข้อมูลออกมาโดยไม่ต้องใช้เสียงเรียกใช้หรือใช้อุปกรณ์ไอเท็มเข้าช่วยเป็นสิ่งที่ผู้เล่นมือใหม่น้อยคนจะทำได้ เพราะการทำเช่นนี้เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจล้วนๆ ความเข้าใจและวิธีการคิดของผู้เล่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ ดังนั้นผู้เล่นส่วนมากจึงต้องใช้วิธีการพูดเช่น “เรียกหน้าต่างแสดงข้อมูล” หรือการใช้อุปกรณ์ประเภทแหวน สร้อย หรือเครื่องสวมใส่ต่างๆเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนในการเรียกใช้คำสั่งแสดงข้อมูล

การที่เกวลินสามารถเรียกหน้าต่างข้อมูลออกมาได้ง่ายๆนั้นมีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ เธอไม่ใช่คนยุคนี้ที่มีความคุ้นเคยกับการสั่งบังคับการทำงานของสิ่งต่างๆด้วยเสียง เธอจึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วมันคงเป็นอย่างนี้ การเข้าใจผิดคิดโดยไม่มีความสงสัยลังเลใจทำให้ผลที่ออกมาได้เกินความคาดหมาย ผิดกับผู้คนในยุคนี้ที่เคยชินกับการเรียกใช้สิ่งต่างๆผ่านการออกเสียงจนกลายเป็นอคติความเคยชินฝังลึก

”นั่นแหละค่ะดีมาก หน้าต่างนี้เราจะมองเห็นได้คนเดียวนะคะ ที่พี่มองเห็นเนี่ยก็เพราะว่าพี่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ น้องลองมองดูจะเห็นรายละเอียดหลายๆอย่างนะคะ แถบสีแดงเป็นพลังชีวิตค่ะ แถบสีน้ำเงินเป็นพลังเวทย์มนต์ แถบสีส้มเป็นพลังภายใน แถบสีเขียวเป็นพลังกาย แต่ละแถบจะมีตัวเลขแสดงรายละเอียดบอกนะคะ ถ้าน้องลองดูแถบพลังกายจะเห็นว่ามันลดลงจนเกือบหมดแล้วเพราะน้องวิ่งสุดแรงเกิดเมื่อกี๊”

เกวลินมองดูแถบแสดงพลังกายที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นช้าๆ

”ก่อนอื่นพี่จะต้องบอกน้องว่าข้อมูลพวกนี้เป็นข้อมูลที่แสดงรายละเอียดของตัวน้องในตอนนี้ เป็นระบบช่วยเหลือผู้เล่นให้สามารถเล่นเกมได้ง่ายขึ้นแทนที่จะต้องมาคาดเดาสถานะตัวเองน้องก็สามารถดูข้อมูลของตัวเองผ่านหน้าต่างนี้ได้เลยนะคะ”

”ด้านบนสุดจะมีตัวเลขแสดงระดับของผู้เล่นค่ะ ของน้องเกวลินจะเป็นระดับ 1 เพราะว่าเป็นผู้เล่นใหม่ ด้านล่างจะเป็นค่าประสบการณ์และจำนวนที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับ นี่เป็นระบบของตัวเกมนะคะ มอนสเตอร์ทุกๆตัว สิ่งมีชีวิตทุกๆอย่างหรือบางอย่างที่ไม่มีชีวิตก็จะมีระดับและประสบการณ์ของตัวเอง และระดับจะเพิ่มขึ้นได้ด้วยวิธีการต่างๆค่ะ”

”อะไรบ้างคะ ?”

”น้องสามารถเก็บค่าประสบการณ์จากการต่อสู้หรือกำจัดมอนสเตอร์ การทำภารกิจได้สำเร็จ หรือว่าได้รับจากไอเท็มบางประเภท หรือแม้แต่การฝึกฝนทำสิ่งต่างๆซ้ำๆอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตัวละครของผู้เล่นจะมีความสามารถเพิ่มมากขึ้นตามรูปแบบของการเล่นค่ะ”

”รูปแบบของการเล่นจะเพิ่มความสามารถยังไงคะ ?”

”ก็อย่างถ้าน้องใช้ดาบฟันมอนสเตอร์จนเลื่อนระดับก็จะได้ความสามารถทางร่างกายอย่างเช่นความแข็งแกร่งหรือความแม่นยำเพิ่มขึ้นมาค่ะ หรือถ้าน้องใช้วิธีการยิงด้วยธนูในระยะไกลน้องก็จะได้ความแม่นยำความคล่องแคล่วเพิ่มขึ้นแทน หรือถ้าน้องมีวิธีที่ต้องใช้สมองที่เลิศล้ำในการกำจัดมอนสเตอร์น้องก็จะได้ค่าความฉลาดเพิ่มขึ้นมาค่ะ หรืออีกแบบที่ไม่ค่อยจะมีคนทำกันสักเท่าไหร่ก็เช่นแบกหินวิ่งข้ามภูเขาระดับก็เพิ่มเหมือนกันค่ะ”

เกวลินใช้ความคิดอย่างรอบคอบก่อนจะพูดว่า ”ถ้าอย่างนั้นคนระดับสูงกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งกว่า แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหลายๆอย่างอย่างนั้นสินะคะ”

ธารายิ้มให้กับผู้เล่นใหม่ที่หัวไวคนนี้ “นอกจากนั้นยังมีเรื่องของความเชี่ยวชาญในทักษะต่างๆด้วยนะคะ ถ้าใช้บ่อยๆทำบ่อยๆความชำนาญในทักษะด้านนั้นๆก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วยค่ะ ตรงนี้ก็จะมีรายละเอียดบอกเป็นระดับเหมือนกันค่ะ”

เกวลินพยักหน้าเข้าใจ

”เอาล่ะค่ะ ต่อไปก็เป็นเรื่องของกระเป๋าและเครื่องสวมใส่นะคะ เอ้านี่ชุดนักผจญภัยเอาไปใส่แทนชุดผู้เริ่มต้นที่น้องใส่อยู่ น้องแค่ถือไว้ในมือแล้วคิดในใจอย่างแน่วแน่ว่าจะใส่ชุดก็จะสวมใส่เข้าในตัวอัตโนมัติ แต่ก็ต้องใช้เวลามากขึ้นตามแต่ความยุ่งยากของชุดด้วยนะคะ ชุดระดับสุดยอดมากๆอาจจะใช้เวลาเป็นวันกว่าจะใส่ได้แต่ละครั้ง ไม่งั้นก็ต้องถอดใส่ด้วยมือแหละค่ะ”

เกวลินถอดชุดมือใหม่ที่เป็นผ้าฝ้ายหยาบๆออกด้วยมือและสวมชุดนักผจญภัยที่มีเสื้อกางเกงรองเท้าหนังทอจากผ้าเนื้อหยาบและกระเป๋าคาดเอวใบเล็กๆรวมทั้งเข็มขัดหนังพื้นๆอีกหนึ่งเส้น

”พี่จะบอกว่าเสื้อผ้าพวกนี้เสียหายได้เหมือนเสื้อผ้าจริงๆนะคะ รวมทั้งพวกชุดเกราะ อาวุธ หรือของต่างๆก็เสียหายได้เหมือนกัน น้องดูรายละเอียดของต่างๆพวกนี้ได้เหมือนกับตอนที่น้องเรียกหน้าต่างดูรายละเอียดตัวเองค่ะ ลองดูนะคะ”

หน้าต่างแสดงรายละเอียดต่างๆของชุดที่เกวลินสวมใส่อยู่แสดงขึ้นมาทันที เธอสังเกตเห็นว่านอกจากชื่อและความทนทานแล้วกระเป๋าคาดเอวและเข็มขัดหนังนั้นมีช่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าบัตรประชาชนอยู่ในรายละเอียดด้วย

”นี่ช่องอะไรคะ” เกวลินถาม

”ช่องในกระเป๋าคาดเอวเป็นช่องใส่ของค่ะ เข็มขัดก็เหมือนกันแต่จะต่างกันที่ว่าช่องในเข็มขัดจะเป็นช่องสำหรับใส่ไอเท็มเรียกใช้ที่จะสั่งให้ใช้งานอัติโนมัติได้ค่ะ นี่ค่ะยาฟื้นพลังขั้นต้นใส่ไว้ในช่องเข็มขัดนะคะ” ธารายื่นหลอดแก้วขนาดเท่ากับไฟแช็คภายในบรรจุของเหลวสีแดงใสเอาไว้ให้กับเกวลิน 10 หลอด

เกวลินรับยา 10 หลอดนั้นมาจนเต็มอุ้งมือและค่อยๆใส่หนึ่งหลอดลงไปในช่องเข็มขัดซึ่งมีอยู่แค่สองช่อง

”ยาฟื้นพลังชีวิตรุ่นนี้ใส่ซ้อนกันในช่องได้ 5 ขวดค่ะ น้องวางทับกันลงไปเลย ช่องละ 5 ขวด จะเต็มสองช่องของในเข็มขัดพอดี นั่นแหละค่ะอย่างนั้น ยาฟื้นพลังชีวิตพวกนี้จะถูกกำหนดให้ถูกเรียกใช้อัตโนมัติถ้าพลังชีวิตน้องลดลงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของพลังชีวิตทั้งหมดนะคะ เอ้าปิดหน้าต่างข้อมูลแล้วมองมาทางนี้ค่ะ”

เกวลินหันไปมองธาราซึ่งในมือถือมีดสั้นเล่มหนึ่ง กำลังจะออกปากถามธาราก็แทงมีดสั้นเล่มนั้นเข้าอกขวาเธอด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือความงงงวยในตอนแรก จากนั้นเธอจึงได้สติรู้ตัวว่าถูกแทงตอนที่มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น เธอใช้มือขวาจับดูบาดแผลที่เลือดกำลังไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่เจ็บเท่าไหร่นี่หว่า เธอพยายามตั้งใจรับรู้และคาดคะเนความเจ็บปวดที่ได้รับจากบาดแผลนี้ มันก็ประมาณถูกมีดบาดลึกหน่อยเท่านั้น แต่คนแทงกลับต้องขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ ถ้าจะนับกันจริงๆแล้วเธอแทงผู้เล่นมาแล้วนับไม่ถ้วน นี่เป็นคนแรกที่ยืนดูบาดแผลตัวเองนิ่งโดยที่ไม่มีการตอบสนองสักนิดนอกจากสีหน้างงๆเล็กๆ

ช่วงเวลาที่ผ่านมาสามร้อยปีนั้นมนุษย์ได้พัฒนาสิ่งต่างๆที่แวดล้อมตัวเองจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอุบัติเหตุที่ทำให้เจ็บปวดเกิดขึ้นอีก ความอดทนต่อความเจ็บปวดของมนุษย์จึงได้ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆตามเวลาที่ผ่านไป และยิ่งในเกมที่ต้องลดความรุนแรงของความเจ็บปวดลงแล้วยิ่งทำให้ความเจ็บปวดที่เกวลินได้รับนั้นเทียบไม่ได้กับโลกในสมัยที่เธอจากมาแม้แต่เสี้ยว/p>

แสงสีแดงบริเวณเข็มขัดกระพริบขึ้นแวบหนึ่งแสดงให้เห็นว่ายาฟื้นพลังถูกใช้งานโดยอัตโนมัติ แผลที่ถูกแทงค่อยๆประสานตัวกันจนหายสนิทเหลือไว้เพียงรอยขาดของเสื้อที่แสดงให้รู้ว่าเธอพึ่งถูกแทงมิดด้ามมาเมื่อสักครู่

”นี่คือการทำงานของยาฟื้นพลังชีวิตนะคะ ยาบางประเภทสามารถซ้อนกันได้หลายขวด บางประเภทจะลดปริมาณลงตามจำนวนการใช้งาน เข็มขัดหรือไอเท็มบางอย่างสามารถปรับได้ว่าจะใช้ยาประเภทใหนเมื่อพลังชีวิตเหลือเท่าไหร่ ส่วนหลักการใช้ช่องเก็บของในกระเป๋าก็เหมือนกันค่ะ ของชิ้นเล็กๆก็สามารถวางซ้อนกันได้ในช่องเดียว ของใหญ่ๆก็ใช้หลายช่องหน่อย กระเป๋าดีๆก็จะมีช่องใส่ของมากกว่า อืม...” ธาราหยุดคิดทบทวนถึงเรื่องที่ต้องบอกให้ผู้เล่นได้รู้ก่อนเข้าสู่การเล่นเกมจริงๆ เธอไม่ได้ทำหน้าที่นี้มานานเอาเรื่องแล้ว

”… อ้อแล้วก็ที่สำคัญ เวลา 1 วันในโลกจริงจะเท่ากับ 6 วันในเกมนะคะ จากข้อกำหนดตามกฏหมายผู้เล่นทุกคนต้องออกจากเกมกลับสู่โลกแห่งความจริงทุกๆ 6 วันในโลกจริงก็ 36 วันในเกมนั่นแหละ อืม.... อะไรอีกนะ”

”ทักษะรึเปล่าคะ ?” เกวลินกระตุ้นเตือน เกม RPG ที่ไม่มีทักษะมันจะสนุกไปได้อย่างไร

”อ้อ ใช่แล้ว เรื่องทักษะ ก่อนอื่นพี่ต้องอธิบายว่าในโลกของเกม Parallel Adventure ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างจะมีเหตุผลที่มาในตัวมันเอง ในโลกแห่งความจริงเราอาจจะไม่มีเวทมนต์ แต่เรารู้ว่าวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์มีอยู่จริง ในโลกนี้เราก็สร้างพลังงานเวทย์มนต์ขึ้นมาให้มีจริงในโลกนี้ รวมทั้งกำลังภายในด้วย ด้านทักษะนี้น้องสามารถคิดค้นเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เรียนจากสำนักต่างๆ โรงเรียนเวทย์มนต์ต่างๆก็ได้ เพียงแต่น้องต้องมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขในการเรืยน”

”... จำกัดจำนวนทักษะที่เรียนมั้ยคะ ?” เกมลินถาม

”ไม่จำกัดค่ะ น้องก็เลือกเรียนเอาตามที่ชอบเลย แต่ละคนก็มีความสนุกในการเล่นเกมต่างกันค่ะ แต่การที่จะเก่งได้น้องต้องใช้ทักษะนั้นบ่อยๆนะคะ พี่แนะนำให้น้องฝึกให้เก่งเป็นอย่างๆไปเลยดีกว่า ไม่งั้นต่อให้มีร้อยทักษะ แต่ก็สู้คนที่ฝึกทักษะไม่กี่อย่างจนเก่งไม่ได้หรอกค่ะ”

”เข้าใจแล้วค่ะ แล้วเรื่องเข้าออกเกมล่ะคะ”

”น้องสามารถออกจากเกมได้โดยต้องอยู่ในเขตปลอดภัยที่ไม่มีศัตรูและไม่อยู่ในระหว่างภารกิจสำคัญค่ะ ระบบจะบังคับคนที่ออนไลน์มานานกว่า 30 วันให้ออกจากระบบอัตโนมัติโดยจะเตือนให้ทราบก่อน แต่ถ้าน้องยังไม่ยอมออกจากระบบด้วยตัวเองเราจะบังคับออกจากระบบโดยที่ตัวละครของน้องจะตกอยู่ในสถานะอัมพาตและเราจะไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นไดๆทั้งสิ้นค่ะ ส่วนวิธีการออกจากระบบน้องก็พูดว่า ยืนยันการออกจากระบบ แล้วก็รอ 1 นาทีค่ะ”

”พี่คิดว่าหลักๆที่จำเป็นต้องรู้ก็ประมาณนี้แหละค่ะ พี่ส่งน้องเข้าเกมเลยนะคะ”

โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้ตอบโต้ สิ่งแวดล้อมรอบข้างของเกวลินก็เปลี่ยนเป็นพร่ามัวแล้วจึงค่อยๆจัดเจนขึ้น ตอนนี้เธออยู่ที่ริมหาดกรวดยาวสุดสายตาด้านหน้าเป็นทะเลกว้างด้านหลังถัดจากชายหาดเป็นป่าทึบ

”อ้าว เอามาปล่อยไว้อย่างนี้เลยเรอะ?” เกวลินพูดคนเดียวพลางเกาหัวแกรกๆและนั่งลงกับพื้น

กลิ่นน้ำเค็มลอยมากับสายลมตีปะทะหน้า เธอไม่เคยได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวทะเลเลยสักครั้งในชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมานั่งรับลมริมฝั่งทะเลแบบนี้ มันชวนให้คิดว่าทะเลในโลกจริงๆกับทะเลในโลกเสมือนี้ต่างกันมากแค่ใหนนะ … แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างกันแน่ๆก็คือว่าทะเลที่เธอเห็นในโทรทัศน์หรือหนังสือต่างๆมันเป็นชายหาดทรายสีขาวสวยงามไม่ใช่กรวดขรุขระแบบนี้

นั่งชื่นชมทะเลอยู่ครู่หนึ่งเธอก็เห็นอะไรบางอย่างที่แปลกตา ถ้าดูไม่ผิดมันเป็นปูทะเลขนาดยักษ์กะด้วยสายตาแล้วนะจะหนักราวๆ 5 หรือ 6 กิโลฯได้ และดูท่าทางตอนนี้มันกำลังตรงมาหาเธอด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ถึงจะเกรี้ยวกราดยังไงมันก็เคลื่อนที่ได้ไม่เร็วนัก

”เกมนี้ใจดำจริงๆ ไม่ให้อาวุธมาสักอัน” เกวลินคิดระหวางที่เดินพลางมองหาอาวุธไปพลางอีกตาก็คอยมองดูปูเอาไว้ไม่ให้หายไปใหน

เดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบก็ยังไม่เจออะไรที่ใช้ได้นอกจากก้อนหินบางก้อนที่ใหญ่หน่อย พอเห็นว่าไม่มีทางเลือกเธอจึงหยิบก้อนหินขนาดพอดีมือขว้างใส่ปูยักษ์ที่อยู่ห่างไปไม่กี่เมตร

ด้วยความสามารถทางร่างกายของผู้เล่นใหม่ต้องบอกว่าน่าสมเพชเกินทน แค่จะขว้างหินในระยะแค่นี้ยังมือสั่นจนบังคับทิศทางไม่ได้ทำให้หินสองสามก้อนพลาดเป้าหมายไปหมด จนก้อนที่สี่นี่เองถึงได้ขว้างโดนจังๆ ปูยักษ์นั้นชะงักไปวูบหนึ่งก่อนที่จะเดินหน้าเข้าหาเธออีกครั้ง ต้องออกแรงขว้างอีกหลายรอบกว่าที่ปูตัวนั้นจะลงไปนอนแน่นิ่งพร้อมกับหน้าต่างแจ้งเตือนเล็กๆที่บอกให้ทราบว่าเธอได้ฆ่าปูยักษ์ใจใหญ่ชายทะเลระดับ 5 จำนวน 1 ตัว ได้รับค่าประสบการณ์ 20 หน่วย

เกวลินได้ยินชื่อมอนสเตอร์ที่เธอพึ่งฆ่าไปแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ ใครเป็นคนตั้งชื่อมอนสเตอร์เนี่ย

มอนสเตอร์ในเกม Parallel Adventure นั้นจะถูกกำหนดชื่อโดยผู้เล่นที่ได้พบมอนสเตอร์ชนิดนั้นเป็นคนแรกจนกว่าจะมีการคิดชื่อที่เหมาะสมขึ้นมาแทน

เกวลินเรียกหน้าต่างตรวจสอบสถานะขึ้นมาดูและพบว่าเธอต้องการค่าประสบการณ์ 20/100 ในการเลื่อนระดับเป็นผู้เล่นระดับ 2 และยังสังเกตเห็นว่าค่าพลังกายนั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยด้วย แสดงว่าการที่เธอออกแรงใช้ร่างกายนั้นจะทำให้ความสามารถทางร่างกายเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจซากปูที่น่วมไปทั้งตัวเพราะถูกปาด้วยก้อนหินขนาดเขื่องเธอเห็นว่าขาปูอวบอ้วนนี้น่ากินไม่ใช่น้อย เมื่อคิดได้เธอจึงใช้หินค่อยๆทุบเปลือกนอกของขาและก้ามปูจนร้าวและเริ่มแกะเนื้อปูสดๆออกมา ผิวนอกของเนื้อปูนั้นด้านหนึ่งเป็นแถบสีแดงต่างจากอีกด้านที่เป็นสีขาว เมื่อกัดกินก็ได้รสหวานและกลิ่นเฉพาะของเนื้อปูที่เป็นเอกลักษณ์ เธอเคยกินปูมาหลายครั้งแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสเนื้อปูแบบเน้นๆเต็มๆคำ

เนื่องจากปูมีขนาดใหญ่ยักษ์ทำให้กินไปได้แค่สองขากับหนึ่งก้ามก็อิ่มจนจุกแล้ว เกวลินมองซากปูที่เหลืออยู่และกำหนดเป้าหมายให้กับตัวเองหนึ่งอย่าง นับจากนี้ไปเธอจะกินเนื้อของมอนสเตอร์ทุกๆชนิดที่เธอฆ่าถ้าทำได้

เธอจัดการเลาะเอากระดองปูออกมาเพื่อเก็บไว้ใช้งาน ถึงแม้ว่าส่วนล่างของปูจะเสียหายแต่ส่วนกระดองยังอยู่ในสภาพดี เธอคิดว่าถ้านำมาใช้เป็นหม้อทำอาหารน่าจะเหมาะ

ตอนที่เกวลินจะใส่กระดองปูยักษ์ลงในช่องเก็บของนั้นเธอสังเกตเห็นว่านอกจากจำนวนช่องเก็บของ 20 ช่องแล้วยังมีตัวเลขแสดงน้ำหนักของในกระเป๋าด้วย พอเห็นแบบนั้นเธอเลยลองเรียกหน้าต่างแสดงรายละเอียดของกระดองปูออกมาดูถึงได้รู้ว่ากระดองปูยักษ์นี้มีน้ำหนักครึ่งกิโลพอดี แสดงว่าการเก็บของลงในกระเป๋านั้นนอกจากจำนวนสิ่งของแล้วยังต้องคำนึงถึงน้ำหนักด้วย

เกวลินนั่งมองกระดองปูยักษ์อย่างตั้งใจอีกครั้งหนึ่งและเริ่มคิดถึงปัญหาหลายๆอย่างที่ไม่ได้นึกถึงมาก่อน เธอพยายามทบทวนประสบการณ์การเล่นเกมทั้งหมดที่ผ่านมาในชีวิต โดยเฉพาะเกมภาษา(RPG)ที่เล่นมาหลายร้อยเกม เกวลินนั้นชอบเล่นเกมมาก นอกจากเวลาเรียน ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ เวลาทั้งหมดจะถูกใช้ไปกับการเล่นเกมแทบทั้งสิ้น

จากประสบการณ์การเล่นเกมของเธอ ตัวละครในเกมจะสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ตามที่ตัวเกมถูกกำหนดมา แต่ด้วยความจำกัดของเทคโนโลยี เงินทุน และกำลังคน ทำให้สิ่งที่สามารถทำได้ในเกมนั้นมีไม่มากนัก เธอนึกถึงเกมภาษาในช่วงแรกๆที่ดาบหนึ่งเล่มจะมีเพียงพลังโจมตีเท่านั้น หลังจากนั้นจึงได้มีการเพิ่มสิ่งต่างๆเข้ามาเพื่อให้เกิดความหลากหลาย อย่างเช่นเพิ่มความทนทาน เพิ่มพลังธาตุ เพิ่มเวทย์มนต์ สามารถอัพเกรดเพิ่มความสามารถ จนกระทั่งมีการเพิ่มระบบการสร้างสิ่งของต่างๆด้วยวัตถุดิบในเกม

แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีทำให้ทางเลือกที่ผู้เล่นสามารถทำได้ยังจำกัด ตอนนี้เธอเริ่มมีความสงสัยว่าในเกมๆนี้จะมีความยืดหยุ่นมากสักเท่าไหร่ ถ้าคิดโดยเอาเกมจากยุคสมัยของเธอเป็นตัวอ้างอิงแล้วสิ่งที่จะสามารถทำกับกระดองปูยักษ์อันนี้ได้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ขายให้กับพ่อค้าที่รับซื้อ นำไปเป็นวัตถุดิบเพี่อสร้างสิ่งของบางอย่าง สุดท้ายคือทิ้งไปซะ

เกวลินเริ่มการทดสอบด้วยการโยนกระดองปูนั้นขึ้นไปบนฟ้าสุดแรง ด้วยรูปทรงกระทะก้นลึกและป้านแบนทำให้กระดองปูร่อนแฉลบไปมาทั้งขาขึ้นและขาลง แสดงว่ามีแรงต้านอากาศทำงานอยู่

จากนั้นเธอก็กอบเอาหินกรวดใส่ลงไปในกระดองปูและยกขึ้น น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและการเคลื่อนที่ไปมาของก้อนกรวดในกระดองปูยืนยันถึงความสมจริงในโลกแห่งนี้

เกวลินนึกไปถึงเกมออนไลน์ที่เธอเคยเล่นในยุคของเธอ ผู้เล่นจะทำอะไรกับไอเท็มไม่ได้สักเท่าไหร่นัก หลายๆครั้งที่เธออยากเอาน้ำมันที่เธอมีอยู่ราดใส่มอนสเตอร์แล้วจุดไฟเผาแต่ก็ทำไม่ได้เพราะตัวเกมไม่ได้สร้างมาให้รองรับการทำแบบนั้น

เกวลินนั้นไม่ใช่คนที่ชอบเล่นเกมออนไลน์มากนัก เธอเคยเล่นเกมออนไลน์หลายเกมตั้งแต่สมัยที่พึ่งจะมีเกมออนไลน์เข้ามาในประเทศไทย ในช่วงแรกนั้นยังมีความสนุกในตัวเกมอยู่มาก เธอยังจำได้ถึงตอนที่เล่นอาชีพพ่อค้าไปรับซื้อมันฝรั่งในราคาถูกแล้วเอามาขายให้กับผู้เล่นระดับต่ำๆที่ยังไม่มีเงินมากพอจะซื้อยาฟื้นพลังชีวิตราคาแพง ความสนุกจากการที่ได้มองดูสินค้าที่ตัวเองรับมาสร้างกำไรที่ละเล็กทีละน้อย การตัดราคากันเองของพ่อค้าที่ขายของในละแวกเดียวกันจนต้องมาตกลงกันเรื่องราคากลาง

จนถึงที่สุดแล้วความสนุกต่างๆก็หมดไปด้วยหลายๆสาเหตุ เธอจึงหันกลับมาเล่นเกมออฟไลน์อย่างเคยและเลิกเล่นเกมออนไลน์ไปเลย

เกวลินเทกรวดออกจากกระดองปูและหันไปดูรอบๆ ตอนนี้เธอได้เข้าสู่โลกใหม่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าเกมที่เธอเลยเล่นมาก่อนทุกๆเกม และยังสมจริงขนาดนี้ เธอยิ้มให้กับตัวเองและเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ว่ายน้ำทะเล

 
สุดยอดมากเลยครับ โคตรเท่

วันนี้เข้าไปดูเว็บบิทเหมือนที่เข้าไปดูเป็นประจำ เผื่อว่าหนังใหม่ๆจะเข้ามาให้โหลด ปรากฏว่าเจอองค์บาก 3 อยู่หน้าแรกๆ มีคน seed 8000 คนแถมคนกำลังดูดอีก 17000 คน -*- มากกว่าหนังฝรั่งบางเรื่องอีกซะด้วยซ้ำ แสดงว่าคนต่างชาติก็นิยมชมชอบหนังเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่น้อย ถ้าทำเนื้อเรื่องให้ดีกว่านี้หน่อยก็น่าจะเข้าท่าอ่ะนะ

ขายของเก่า

posted on 11 Aug 2010 18:20 by opencanvas  in 2day2say
วันนี้เอาเมนบอร์ดที่ประกาศขายผ่านเว็บโวเวอร์คล็อคไปส่งให้คนที่ซื้อ กลัวเอาไปแล้วใช้ไม่ได้จัง