ล็อกอินข้ามศตวรรษ ตอนที่ 002
posted on 26 May 2011 17:29 by opencanvas in Log-In-from-the-Pastหลังจากที่ออกแรงว่ายน้ำดำผุดดำว่ายฝ่าคลื่นทะเลจนต้องบ้วนน้ำเค็มออกจากปากหลายรอบเกวลินก็นอนหอบอยู่ที่หาดกรวดริมทะเล
ระหว่างที่นอนพักเหนื่อยนี้เธอก็เริ่มคิดถึงสิ่งสำคัญนั่นก็คือ เป้าหมาย คนเล่นเกมหลายๆคนไม่มีเป้าหมายในการเล่นเกมทำให้การเล่นเกมนั้นจืดชืดน่าเบื่อหน่าย สิ่งที่เกวลินคิดได้ในตอนนี้ก็คือ การผจญภัย แต่ก่อนหน้านั้นที่เธอต้องทำก็คือสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองเสียก่อน เพราะแค่ออกแรงว่ายน้ำไปนิดเดียวเธอก็เหนื่อยจนหายใจไม่ทันแล้ว สำหรับคนที่ร่างกายแข็งแรงมาก่อนการที่ต้องมาอ่อนแอแบบนี้เป็นเรื่องที่รับได้ยากจริงๆ
เมื่อลองสำรวจดูรายละเอียดของตัวเองแล้วเธอเห็นว่าค่าพลังกายเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากที่เหนื่อยจนหมดแรงในแต่ละครั้ง นั่นหมายความว่าเธอสามารถเพิ่มความสามารถทางร่างกายได้ด้วยการออกกำลัง
นอนพักไม่ถึงห้านาทีร่างกายก็เข้าสู่ภาวะปกติเพียงแต่มีความหิวเกิดขึ้นทั้งๆที่เธอพึ่งกินเนื้อปูไปเป็นกิโลฯเมื่อครู่นี้เอง แสดงว่าการออกกำลังนั้นมีผลต่อความหิวโดยตรงด้วยเช่นกัน
เกวลินเดินกลับไปยังซากของปูยักษ์ที่เธอทิ้งเอาไว้และลงมือแทะขาปูอีกสองขาและเด็ดขาที่เหลือใส่ช่องเก็บของในกระเป๋า ขาปูนั้นซ้อนอยู่ในช่องเดียวกันและมีตัวเลขแสดงจำนวนที่มุมล่างขวาของช่อง
หลังจากนั้นเธอก็เก็บหินขนาดเท่าลูกเทนนิส 40 ก้อนไว้ในช่องเก็บของซึ่งแต่ละช่องสามารถใส่ 10 ก้อนพอดี หลังจากที่ใส่ก้อนหินเข้าไปในช่องเก็บของเธอรู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ตัวเองแบกรับอยู่ การกะประมาณด้วยร่างกายที่ไม่เคยชินอาจจะไม่แม่นยำนัก แต่เธอแน่ใจว่ามันหนักไม่ต่ำกว่า 25กิโลแน่นอน
สำหรับคนที่จินตนาการน้ำหนัก 25 กิโลไม่ออกอยากให้ลองนึกถึงถุงข้าวสารที่เราไปซื้อในห้างสรรพสินค้า แต่ละถุงจะหนัก 5 กิโลฯ ลองจินตนาการตัวเองแบกถุงข้าวสาร 5 ถุงเดินไปมาดูก็จะเห็นภาพ
เกวลินเดินไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็ต้องนั่งพักเพราะเหนื่อยหอบเสียแล้ว แต่นั่งพักไม่ถึงสามนาทีก็หายเหนื่อย หลังจากที่เป็นอย่างนี้อยู่สี่ห้ารอบเธอก็บอกได้ถึงความผิดปกติอีกอย่าง เพราะว่าความเหนื่อยล้าทางร่างกายนั้นไม่มีทางที่จะหายไปได้อย่างรวดเร็วแบบนี้แน่นอน การพักผ่อนไม่กี่นาทีแล้วทำให้ร่างกายกลับมาอยู่ในสภาพปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง
หลังจากเดินๆนั่งๆอีกสักพักเกวลินก็พบกับปูยักษ์เป็นฝูงที่เดินหามานาน ปูแต่ละตัวนั้นจะอยู่ห่างๆกันราว 10 เมตร เธอต้องเดินเข้าไปใกล้ในระยะ 5 เมตรปูพวกนั้นถึงจะมองเห็นและตรงเข้าจู่โจม
และกลยุทธ์เดิมที่เคยใช้ก็ถูกนำมาใช้ซ้ำ ถึงแม้ว่าปูเป็นสัตว์ที่มีกระดองแข็งไว้ป้องกันตัว แต่การที่มันยกก้ามทั้งสองขึ้นขู่ทำให้เปิดช่องว่างด้านล่างที่อ่อนแอ ก้อนหินที่ถูกปาสุดแรงสร้างความเสียหายได้มากขนาดที่สามารถทำให้มันแน่นิ่งสนิทได้ด้วยการปาให้โดนจังๆสองสามครั้ง
เกวลินพยายามเลือกโจมตีปูตัวที่อยู่วงนอกสุดแล้วล่อออกไปจัดการในที่ๆห่างออกไปเพราะเธอยังไม่อยากโดนรุมโดยที่ไม่ได้ตั้งใจถึงแม้ว่าปูพวกนี้จะเคลื่อนที่ไม่เร็วนักก็เถอะ
การขยับพลางขว้างหินพลางนับว่ากินแรงไม่ใช่น้อย น้ำหนักหินที่อยู่ในกระเป๋าสร้างภาระให้กับร่างกายพอสมควร แต่พอใช้ก้อนหินขว้างไปเรื่อยๆน้ำหนักหินก็น้อยลงทำให้สถานการณ์ไม่ถึงกับเลวร้ายสักเท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องหยุดนั่งพักเป็นระยะระยะอยู่ดี
ตอนที่เธอพยายามจะเก็บขาปูใส่ช่องเก็บของในกระเป๋านี้เองเธอได้ค้นพบว่าสามารถนำเอาขาปูออกมาได้เลยด้วยการเรียกหน้าต่างรายละเอียดของตัวปูขึ้นมาและหยิบไอเท็มออกมาโดยตรง แต่จำนวนของไอเท็มที่ได้จะมีน้อยกว่าการเลาะเก็บด้วยตัวเองครึ่งหนึ่ง พอเธอหยิบเอาขาปูจากหน้าต่างแสดงรายละเอียดเรียบร้อยแล้วซากของปูก็หายไปทันที
มันเป็นระบบเก็บวัตถุดิบของตัวเกมนั่นเอง ผู้เล่นสามารถเก็บวัตถุดิบจากซากของมอนสเตอร์ได้โดยที่ไม่ต้องลงมือชำแหละจริงๆ เพียงแต่จำนวนและคุณภาพไอเท็มที่ได้จะน้อยกว่าการลงมือเองกับซากมอนสเตอร์โดยตรง ผู้เล่นส่วนใหญ่เลือกที่จะหยิบเอาไอเท็มโดยตรงเลยมากกว่าที่จะมานั่งชำแหละศพให้เสียเวลา
นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่คนในยุคนี้แตกต่างจากยุคของเกวลิน ความอดทนของคนในยุคนี้มีน้อยมาก ชีวิตที่สะดวกสบายทำให้ผู้คนลืมความยากลำบากของการอดทนทำงาน เกวลินที่เลือกจะหักขาปูออกมาโดยตรงทีละขาจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนประหลาดที่มีอยู่น้อยในเกมนี้
หลังจากที่จัดการปูไปอีกหลายตัวก็มีหน้าต่างแจ้งเตือนขึ้นมา
”ท่านได้เก็บสะสมประสบการณ์จนสามารถเลื่อนระดับเป็นระดับ 2 ได้แล้ว กรุณาหาที่ปลอดภัยนอนพักอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพื่อทำการเลื่อนระดับ การเลื่อนระดับครั้งนี้เป็นการเลื่อนระดับครั้งแรกของผู้เล่นเกวลิน ระบบจะอธิบายเรื่องรายละเอียดของการเลื่อนระดับให้ท่านทราบ เนื่องจากผู้เล่นเกวลินได้ทำการบรรทุกของหนักเดินทาง และใช้วิธีการโจมตีจากระยะไกลในการโจมตีศัตรู ดังนั้นความสามารถของตัวละครของผู้เล่นเกวลินหลังเลื่อนเป็นระดับสองจะได้รับความสามารถด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย ความแม่นยำ และความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ การแจ้งครั้งนี้จะมีแค่ครั้งเดียวสำหรับเป็นแนวทางในการเล่นเท่านั้น หลังจากนี้จะไม่มีการแจ้งระละเอียดเหล่านี้จากระบบอีก จะมีเพียงการแจ้งเตือนเรื่องการเลื่อนระดับเท่านั้น”
เกวลินเดินห่างออกมาจากฝูงปูไปยังป่าทึบข้างริมหาดกรวด หลังจากที่มองดูโดยรอบและเห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าจะเป็นอันตรายแล้วจึงล้มตัวลงนอนแบบง่ายๆและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เธอตั้งใจจะนอนแค่ชั่วโมงเดียวแท้ๆ แต่พอลืมตาออกมาฟ้าก็มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรซะแล้ว กลายเป็นว่าเธอนอนรวดเดียวจนถึงเที่ยงคืนโดยไม่รู้ตัว หลังจากที่หายตกใจกับความมืดรอบข้างแล้วเธอก็เรียกดูสถานะตัวเองทันที
ถึงระบบจะแจ้งว่าเธอจะได้รับความแข็งแกร่งความรวดเร็วเพิ่มขึ้นหลังการเลื่อนระดับแต่ค่าต่างๆเหล่านั้นจะไม่แสดงในหน้าต่างแสดงรายละเอียดดังนั้นเธอต้องหาทางทดสอบความสามารถของร่างกายเอาเอง
แม้ว่าสายตาจะชินกับความมืดอยู่แล้ว แต่ความมืดในคืนเดือนมืดที่มีแต่แสงดาวนี่มันมืดมากจนมองอะไรไม่เห็นจริงๆ แต่ก็เพราะความมืดนี่เองที่ทำให้เธอเห็นแสงไฟที่อยู่ไกลลิบๆ ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นพวกแสงดาวที่อยู่ริมขอบฟ้าซะด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่มองดีๆแล้วมันน่าจะเป็นแสงจากเปลวไฟมากกว่า
เกวลินมุ่งหน้าเข้าหาแสงไฟโดยเริ่มจากเดินช้าๆก่อนจากนั้นจึงออกวิ่งทั้งๆที่ยังมีหินอยู่เต็มกระเป๋า เธอรู้สึกได้เลยว่าร่ายกายตัวเองแข็งแกร่งขึ้น แม้จะไม่มากจนถึงขั้นก้าวกระโดดแต่ก็รู้สึกได้ว่าเหนื่อยช้าลง
ถ้าเป็นผู้เล่นทั่วไปป่านนี้คงจะโยนหินทั้งหมดทิ้งไปแล้วเดินสบายๆดีกว่า แต่ในความรู้สึกของเกวลินแล้วเธอคิดว่าตอนที่ต้องมานั่งปวดขาหลังจากเริ่มวิ่งออกกำลังตอนเข้าชมรมดาบไทยช่วงแรกๆนั้นลำบากกว่ากันร้อยเท่า การนั่งพัก 5 นาทีแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งนี่มันสวรรค์ของคนทำงานชัดๆ
เกวลินสะดุดล้มหลายครั้งเพราะมองทางไม่เห็น และต้องนั่งพักเป็นช่วงๆเพราะความเหนื่อย แต่พอหายเหนื่อยก็ออกวิ่งต่อ ขาปูที่เก็บเอาไว้ถูกนำมาดูดกินเรื่อยๆ
คนที่มีประสบการณ์การเดินทางเข้าหาคบไฟในยามค่ำมืดจะรู้ว่าสิ่งที่เราเห็นมันหลอกตาเรามากขนาดใหน ไอ้ที่เห็นว่าใกล้ๆแต่จริงๆมันอยู่ห่างไปสุดกู่
เกือบชั่วโมงผ่านไปเธอก็มาถึงที่มาของแสงไฟที่เห็นไกลๆ มองห่างๆแล้วเห็นได้ว่าเป็นกองไฟที่ก่อไว้ข้างๆเต็นต์เล็กๆ หน้ากองไฟมีร่างๆหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆจากตรงนี้เธอมองเห็นไม่ชัดนัก จนเข้ามาถึงข้างๆนั่นแหละถึงได้เห็นว่าร่างที่นั่งอยู่ข้างกองไฟนั้นเป็นโครงกระดูกในชุดเกราะขึ้นสนิมที่ผุพัง
คำถามมากมายเกิดขึ้นทันที ทำไมถึงมีโครงกระดูกใส่ชุดเกราะอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมมีกองไฟ ใครเป็นคนก่อไฟ หรือว่าโครงกระดูกโครงนี้เป็นคนก่อไฟ
เกวลินยืนนิ่งคิดได้ถึงตรงนี้โครงกระดูกที่นั่งชันเข่าอยู่ข้างกองไฟก็ขยับตัวหันหน้าที่มีไม่มีเนื้อหนังมองมา เบ้าตาที่กลวงโบ๋สร้างความรู้สึกสยองได้พอสมควร ยิ่งเห็นขยับกันจะๆแบบนี้ยิ่งสยองเข้าไปอีก
แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นคนที่เคยฝึกฝนวิชาดาบมาก่อน การฝึกจิตใจให้เข้มแข็งไม่หวาดกลัวเป็นสิ่งที่เธอฝึกมาอย่างยาวนาน ดังนั้นเพียงตั้งสติเล็กน้อยเธอก็ขจัดความรู้สึกสยองในใจออกไปได้จนหมด
”... ขอโทษค่ะ ขอนั่งด้วยคนได้มั้ยคะ ?” เธอลองออกปากถามดู
โครงกระดูกนั้นมองเกวลินนิ่งอีกอึดใจใหญ่ๆก่อนที่จะขยับกรามแกรกๆพูดด้วยเสียงแห้งๆฟังยากว่า ”เชิญ”
เกวลินนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งเยื้องๆกับกองไฟเพื่อที่จะเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัดๆ โครงกระดูกที่เก่าจนเป็นสีคล้ำ ชุดเกราะเหล็กผุพังขึ้นสนิมถูกผูกยึดติดไปกับกระดูกส่วนต่างๆอย่างแน่นหนาด้วยเศษผ้าเพื่อป้องกันการขยับเคลื่อนโยกคลอน ดาบเหล็กเล่มยาวสองคมแบบที่ใช้ในยุโรปยุคกลางขึ้นสนิมเขรอะจนมองไม่เห็นคม
อารมณ์หวาดผวาสยดสยองที่มีตอนแรกหายไปหมดสิ้น เหลือแต่ความสมเพชเวทนา ถึงจะยังไม่รู้ว่าสภาพที่เห็นเป็นแค่ภาพหลอกตาหรือเปล่า แต่ในสายตาของเธอตอนนี้เธอสงสารโครงกระดูกโครงนี้มาก
”เจ้ามาดูลาดเลารึ ?” โครงกระดูกหันมาถามเธอเสียงเรียบ
”ดูลาดเลา ? หมายถึงอะไรคะ ?”
”ก็พรุ่งนี้กลุ่มของพวกเจ้าจะมาดักรอเรือผีเหมือนอย่างที่เคยทำทุกๆปีไงเล่า”
”เรือผี ? หนูไม่รู้หรอกค่ะ หนูพึ่งเข้ามาวันนี้เอง”
”เจ้าพึ่งเข้ามาโลกนี้เป็นครั้งแรกรึ ?”
”ค่ะ ยังเข้ามาได้ไม่ถึงวันเลย”
โครงกระดูกนั่งเงียบไปโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ กลับกลายเป็นเกวลินเองที่ต้องถามด้วยความอยากรู้
”ถ้ายังไง เล่าให้หนูฟังหน่อยได้มั้ยคะ หนูอยากรู้ค่ะ”
โครงกระดูกนั้นใช้ดาบขึ้นสนิมเขี่ยฟืนสุมไฟให้แรงขึ้นแล้วพูดว่า
”เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนแรกที่เอ่ยปากคุยกับข้าแทนที่จะลงมือโจมตีที่พบหน้า ข้าจะเล่าเรื่องราวให้เจ้าฟัง”
โครงกระดูกนั้นมองไปยังทะเลที่มืดมิดก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด
เกวลินตั้งใจฟังอย่างสงบพยายามจับใจความสำคัญให้ได้มากที่สุด โครงกระดูกนี้เมื่อสมัยยังมีชีวิตเป็นนักรบชื่อว่า รามัส เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มองครักษ์ที่มีชื่อเสียงในอานาจักรที่ล่มสลายไปแล้วในปัจจุบัน เมื่อ 150 ปีก่อนพระราชาอันเป็นที่รักของปวงชนได้ล้มป่วยลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะใช้วิธีไดก็ไม่สามารถรักษาได้ ร่างกายที่ทรุดโทรมลงทุกวันทำให้หัวใจของผู้คนต้องแตกสลาย จนกระทั่งมีนักเดินทางจากแดนไกลผู้หนึ่งได้เล่าให้คนในอานาจักรได้ฟังว่า ที่ดินแดนอีกฟากโพ้นทะเลมีสมุนไพรวิเศษที่สามารถรักษาโรคภัยทุกชนิดได้ จึงได้มีการส่งทหารฝีมือแก่กล้าออกทะเลเพื่อเดินทางข้ามทะเลไปหาสมุนไพรที่ว่า
รามัสได้รับหน้าที่เป็นคนจุดไฟประภาคารเพื่อชี้ทางให้เรือกลับเข้าฝั่งได้ถูกตำแหน่ง แต่เมื่อเรือเดินทางออกทะเลได้เพียงเดือนเดียวพระราชาก็สิ้นชีวิตไป อานาจักรที่ขาดผู้นำก็เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในและล่มสลายไปในที่สุด
หลายครั้งที่รามัสอยากจะออกไปจากประภาคารแห่งนี้ แต่พอนึกถึงเพื่อนร่วมรบที่ออกทะเลไปจะไม่สามารถกลับเข้าฝั่งได้เมื่อกลับมาถึงอ่าวแห่งนี้ทำให้เขาต้องเฝ้าคอยจุดไฟประภาคารอยู่ทุกๆคืน จนวันหนึ่งเขาล้มป่วยและเสียชีวิตลง แต่ด้วยสัญญาและความเป็นห่วงสหายที่จะกลับมาทำให้เขาลุกขึ้นมาจุดไฟประภาคารต่อแม้ว่าร่างกายจะเหลือเพียงโครงกระดูกก็ตาม
”หลายครั้งที่ข้าอยากจะไปจากที่นี่ แต่เมื่อได้พบว่าแม้ตัวเองกลายเป็นซากกระดูกแล้วก็ยังคงทำหน้าที่ต่อไปเช่นนี้ เหล่าเพื่อนผองของข้าก็คงเช่นกัน ข้าจึงต้องเฝ้าคอยจุดไฟประภาคารแห่งนี้ไม่สามารถไปยังที่ไดได้”
เกวลินแหงนหน้ามองประภาคารซึ่งกลืนอยู่ในความมืด เงามืดที่บดบังแสงดาวทำให้เธอพอที่จะกำหนดขนาดของมันคร่าวๆได้ คำนวนดูแล้วน่าจะสูงพอๆกับตึก 10 ชั้น แต่สิ่งที่เธอสงสัยก็คือทำไมรามัสจึงไม่จุดไฟให้ประภาคาร
”แล้วทำไมคืนนี้คุณรามัสถึงไม่จุดไฟประภาคารล่ะคะ?”
”หึ เพราะมันไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา ตอนที่มนุษย์จากต่างมิติอย่างเจ้าย่างเข้ามาในโลกแห่งนี้ เรือที่สหายของข้าก็ได้แล่นกลับมา แต่พวกเจ้ากลับเข้ามาทำร้ายข้าและขึ้นเรือไปขโมยของในเรือจนหมดสิ้น สหายข้าที่เหลือเพียงร่างในโครงกระดูกไม่สามารถต่อกรกับมนุษย์ใจเหม็นจำนวนมากได้ พวกเขาจำต้องข้ามทะเลกลับไปค้นหาสมุนไพรใหม่อีกครั้ง และทุกๆปีพวกเขาจะกลับมาแต่ทุกๆครั้งก็จะถูกพวกเจ้าคอยปล้นอยู่ทุกครั้งไป และวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่สหายข้าจะกลับมาอีกครั้ง”
มือที่เป็นกระดูกในถุงมือเหล็กขึ้นสนิมของรามัสกำดาบแน่นจนสั่นจากนั้นก็คลายลงด้วยความอ่อนล้า
”แต่มันก็คงจะเป็นเหมือนกับทุกๆครั้ง ข้าเพียงคนเดียวจะต่อสู้กับคนนับร้อยได้อย่างไร หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาข้าก็คงต้องยืนมองสหายข้าออกทะเลไปด้วยความคับแค้นและอดสูเหมือนอย่างเช่น 50 ปีที่ผ่านมา”
คำพูดและน้ำเสียงที่เกวลินได้รับฟังนั้นมันสมจริงเกินว่าที่เธอจะคิดว่าเป็นโลกเสมือนที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเล่นสนุกได้ เธอมีความเห็นอกเห็นใจรามัสร่างโครงกระดูกมากจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องช่วยเหลือเขาให้ได้
”คุณรามัส ให้หนูช่วยคุณเถอะนะ หนูอาจจะไปช่วยต่อสู้ไม่ได้ แต่มันก็น่าจะมีอะไรที่หนูทำได้บ้าง”
โครงกระดูกรามัสหันมามองหน้าเกวลินนิ่ง ถึงแม้ว่าจะมองเห็นเพียงเบ้าตาลึกในกระโหลกแต่เกวลินก็รู้สึกได้ถึงความตื้นตันใจและความรู้สึกขอบคุณ
”โอ... แม่สาวน้อย ข้าสัมผัสได้ถึงความเห็นอกเห็นใจของเจ้า คนที่ผ่านความตายมาแล้วเช่นข้าสามารถสัมผัสรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เอาเถิดถ้าเจ้าอยากจะช่วยเหลือก็ลองดู แต่ข้าคิดว่าเพิ่มเจ้าขึ้นมาอีกคนก็คงไม่มีอะไรต่างไปจากเดิมนักหรอก”
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งมิพ่าย คำพูดของซุนวูที่ใครๆก็รู้จัก คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่ารบร้อยครั้งจะต้องชนะทั้งร้อยครั้ง แต่หมายถึงรบร้อยครั้งถึงแม้จะไม่ชนะแต่ก็ไม่แพ้แน่นอน
”ปกติแล้วพวกคนที่มาดักปล้นเรือนี่มากันประมาณกี่คนคะคุณรามัส? ” เกวลินเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลของศัตรูก่อน
”ปกติก็มากันประมาณหนึ่งร้อยคน มีนักรบที่ใช้อาวุธประชิดตัวประมาณหนึ่งในห้า ที่เหลือจะเป็นนักเวทย์กับพลธนูอย่างละครึ่ง ครั้งแรกๆของการปล้นเรือจะมีคนหลายรูปแบบกว่านี้ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาจะเป็นกลุ่มแบบนี้ำทั้งหมด แล้วก็จะมีผู้นำที่เก่งมากกว่าคนอื่นๆคอยชี้นำและต่อสู้หนึ่งคน”
”แล้วทุกครั้งที่ต่อสู้กันคุณรามัสทำยังไงบ้างคะ?”
”ข้าก็ต่อสู้สุดฝีมือทุกครั้ง นอกจากหัวหน้ากลุ่มที่เก่งที่สุดแล้วข้าสามารถจัดการผู้ที่ฝีมือด้อยกว่าได้ทั้งหมด”
เกวลินฉุกใจคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา
”มีแค่คนเดียวในกลุ่มที่คุณรามัสสู้ไม่ได้เหรอคะ ?”
”เฮอะ ถ้าสู้กันตัวต่อตัวยังไม่แน่ว่าข้าจะพ่ายแพ้ ก่อนที่ข้าจะสิ้นชีพข้าเป็นองครักษ์ประจำตัวราชาแห่งดินแดนที่ยิ่งใหญ่ ระดับ 75 ของข้าได้มาจากการฝึกฝนอย่างหนัก ถึงแม้ว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นอีกเลยหลังจากที่กลายมาเป็นร่างนี้ก็เถอะ”
”แล้วคุณรามัสแพ้ยังไงคะ ?”
ไม่มีนักสู้คนใหนอยากจะพูดถึงความพ่ายแพ้ของตัวเองให้คนอื่นฟัง แต่รามัสไม่ใช่คนใจแคบถึงขนาดนั้น
”หึ การต่อสู้แบบนี้ไม่มีเรื่องศักดิ์ศรีมาเกี่ยวข้อง ข้าจึงไม่ถือสากับการที่ต้องต่อสู้กับคนจำนวนมากพร้อมๆกัน วิธีการที่พวกนั้นใช้ก็คือให้หัวหน้าที่เก่งที่สุดเข้ามาต่อสู้พัวพันกับข้าในระยะประชิด ความสามารถของหัวหน้ากลุ่มนั้นเพียงด้อยกว่าข้าเล็กน้อย ถึงจะไม่สามารถล้มข้าลงได้ด้วยตัวเองแต่ก็สามารถตรึงข้าเอาไว้ไม่ให้ไปยุ่งกับคนอื่นได้ จากนั้นพวกคนที่อ่อนด้อยกว่าก็จะคอยโจมตีจากวงนอกจนข้าล้มลงในที่สุด”
”คุณรามัสบอกว่าจัดการกับคนทั้งหมดได้ใช่มั้ยคะ ขอแค่ไม่มีหัวหน้ากลุ่มที่เก่งที่สุดคนนั้นอยู่ด้วย”
”ข้ามั่นใจ จากสายตาของนักรบอย่างข้านอกจากหัวหน้ากลุ่มที่มีระดับ 65-70 แล้ว คนที่เหลือมีระดับไม่เกิน 40 แน่นอน ข้าสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้ภายในห้านาที”
เกวลินวิเคราะห์ถึงกลยุทธ์ที่ฝ่ายมนุษย์ใช้แล้วเห็นถึงจุดสำคัญจุดหนึ่ง นั่นก็คือหัวหน้าที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียวที่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน กับศัตรูเดี่ยวๆแบบรามัสถ้ามีคนที่สามารถหยุดคู่ต่อสู้เอาไว้ได้คนที่เหลือก็จะสามารถลงมือได้อย่างเต็มที่ แต่จุดแข็งนี้ก็เป็นจุดอ่อนในตัวมันเองเพราะถ้าตัวชนคนนี้เกิดพ่ายแพ้ขึ้นมาคนที่เหลือจะตายกันหมด
เมื่อคิดถึงว่าคนกลุ่มนี้ได้ทำการต่อสู้กับรามัสและปล้นเรือไปแล้วหลายครั้งแสดงว่ามีประสบการณ์และการวางแผนในการต่อสู้มาอย่างรัดกุม แต่ขอเพียงกำจัดคนๆนี้ได้ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
แต่ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาก็คือเธอไม่เห็นภาพว่าคนระดับ 70 นั้นเก่งกาจขนาดใหน ถ้าไม่รู้แล้วจะวางแผนต่อสู้ได้ยังไงกัน
”คุณรามัสคะ นักรบระดับ 75 อย่างคุณรามัสนี่ทำอะไรได้บ้างคะ?”
”เจ้าหมายความว่าอย่างไร ? ข้าไม่เข้าใจคำถามของเจ้า”
”ก็อย่างเช่นว่าตอนต่อสู้นี่สู้ยังไง หรือว่าใช้เทคนิกแบบใหนอะไรแบบนี้น่ะค่ะ หนูไม่เคยเห็นคนระดับ 75 มาก่อนก็เลยนึกภาพความเก่งกาจกับความสามารถในการต่อสู้ไม่ออก”
รามัสฟังแล้วก็หยุดคิดครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นดาบขึ้นสนิมเล่มนั้นมาให้เกวลิน เธอรับมันไว้ด้วยสองมือแล้วก็ต้องปล่อยมันลงพื้นอย่างรวดเร็ว ดาบเล่มนั้นหนักประมาณ 30 กิโลได้
รามัสหัวเราะและเดินมาหยิบดาบหนักอึ้งเล่มนั้นกวัดแกว่งไปมาเหมือนว่ามันเป็นดาบสังกะสีเบาๆ
”สิ่งหนึ่งที่นักรบระดับสูงมีก็คือร่างกายที่แข็งแรง พละกำลังที่มากพอจะกวัดแกว่งอาวุธหนักอึ้ง ในสมัยที่ข้ายังเป็นองครักษ์นั้นข้าได้ฝึกฝนและพัฒนาความสามารถทั้งหมดไปที่การใช้ดาบยาวแบบนี้โดยที่ไม่ได้เสียเวลาไปกับการเรียนรู้เวทย์มนต์หรือลมปราณไดๆทั้งสิ้น ข้าใช้ชุดเกราะป้องกันเวทย์และกำลังภายในที่จัดสร้างโดยช่างฝีมือระดับสุดยอดของอานาจักรเพื่อชดเชยจุดอ่อนนี้แทน”
”ถ้าเปรียบเทียบกับหัวหน้ากลุ่มที่ต่อสู้กับข้าหลายปีที่ผ่านมาข้าจะด้อยกว่าเรื่องทักษะการใช้เวทย์มนต์เสริมพลังแต่เรื่องความสามารถทางร่างกายความรวดเร็วความแข็งแกร่งและพลังชีวิตมันยังเป็นรองข้าอยู่ทุกด้าน”
เกวลินได้ฟังแล้วก็รู้สึกมีความหวังมากขึ้น การใช้พลังในการต่อสู้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การใช้พลังในการเตรียมการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้เธอได้รู้ถึงความสามารถของทั้งสองฝ่ายคร่าวๆแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องคิดก็คือเรื่องสิ่งแวดล้อม เธอมองไปรอบๆแล้วก็รู้สึกเสียดายเพราะว่ารอบข้างมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าสถานที่ทำเลเป็นอย่างไร
”เสียดายจริงๆที่ตอนนี้มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น ไม่งั้นหนูก็คงสำรวจแถวนี้ดูได้บ้าง”
รามัสได้ฟังก็ลุกขึ้นพร้อมกับท่อนฟืนติดไฟในมือ
”เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เจ้าตามข้ามา” พูดพลางออกเดินนำทาง
เกวลินเดินตามหลังรามัสไปติดๆ ในใจก็คิดว่าโครงกระดูกแบบนี้ต้องการแสงสว่างในการมองที่มืดด้วยหรือเปล่านะ ?
รามัสเดินนำมาจนถึงประภาคารที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ประภาคารนั้นก่อจากหินและโบกทับด้วยปูน เวลาที่ผ่านไปนานทำให้เถาวัลย์ต้นหญ้าและต้นไม้ขึ้นอยู่ตามซอกหินที่ถูกกัดกร่อนจนผุพัง
ด้านซ้ายมือของประภาคารเป็นทางเดินหินลงไปที่ริมอ่าวและทอดยาวลงไปเป็นท่าเรือยื่นไปในน้ำ ด้วยความมืดในตอนนี้ทำให้เธอมองไม่เห็นอะไรมากนัก
เสียงของบานพับเหล็กขึ้นสนิมตอนที่ประตูไม้ถูกเปิดออกดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนกับประตูบ้านร้างในหนังสยองขวัญ เกวลินสังเกตมองประตูแล้วรู้สึกได้ถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ถ้าเทียบกับประตูบ้านทั่วไปในยุคของเธอแล้วประตูประภาคารแห่งนี้ทั้งหนาและสูง บานประตูเป็นไม้เนื้อแข็งหนาเกือบหนึ่งไม้บรรทัด นอกจากนั้นยังสูงสามเมตรอีกต่างหาก
ภายในประภาคารมีบันไดวนที่ทำจากหินสกัดเป็นขั้นไปเรื่อยๆ รามัสยื่นท่อนฟืนที่ติดไฟลุกโชนให้เกวลินถือไว้และใช้ดาบสอดเข้าไปในซอกระหว่างหินปูพื้นสองก้อนจากนั้นก็งัดหินปูพื้นก้อนหนึ่งขึ้นมา เขายกแผ่นหินขนาดเท่าตู้เย็นด้วยสองมือวางไว้ข้างๆเผยให้เห็นบันไดที่ถูกซ่อนเอาไว้
”นักรบระดับ 75 ยกหินก้อนขนาดนั้นได้ทุกคนหรือเปล่าคะ ?” เกวลินถามระหว่างที่ยื่นท่อนฟืนกลับไปให้รามัส
”ถ้าเป็นช่วงที่ข้ามีชีวิตอยู่มีคนทำได้ไม่มากนัก แต่เพราะว่าข้าฝึกฝนร่างกายและพละกำลังมาโดยตรงจึงสามารถทำเช่นนี้ได้” รามัสรับท่อนฟืนติดไฟและเดินนำลงบันไดไป
บันไดนั้นมาจบลงที่ห้องกลมกว้างเต็มไปด้วยถังเหล็ก ลังไม้ กระสอบวางระเกะระกะ
รามัสเดินไปเขย่าถังเหล็กหลายถังที่ฟากหนึ่งของห้องจนพบถังที่มีน้ำมันอยู่เต็ม
”นี่เป็นน้ำมันที่สกัดจากไม้สนแดงพันปี เราใช้น้ำมันชนิดนี้ในการจุดไฟประภาคาร เดี๋ยวข้าจะจุดไฟประภาคารกับคบไฟรอบๆเพื่อให้เจ้าได้เห็นพื้นที่รอบข้างชัดๆ”
เกิวลินได้ยินคำว่าน้ำมันก็รีบเข้ามาดูทันที
”น้ำมันนี่ให้ไฟแรงแค่ใหนคะ ?”
รามัสตอบคำถามด้วยการเทน้ำมันจากถังเหล็กประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะลงบนพื้นโล่งกลางห้องจากนั้นจึงนำท่อนฟืนที่ติดไฟจ่อจุด ไฟสีส้มแดงลุกวาบขึ้นต่อเนื่องนานกว่าห้านาที เปลวไฟที่สูงสี่เมตรจดเพดานและความรัศมีความร้อนที่ยืนอยู่ห่างหลายเมตรยังทนไม่ได้ทำให้เกวลินเลือกกลยุทธ์ที่จะใช้ในการรับศึกครั้งนี้ได้
”หนูคิดออกแล้วค่ะว่าเราจะใช้วิธีใหนจัดการคนพวกนั้น”
--------------------
ชายหนุ่มในชุดเกราะเหล็กหนาขับควบม้าสีขาวนำหน้ากลุ่มคนร้อยกว่าคนลัดเลาะผ่านต้นไม้และก้อนหินใหญ่น้อยมาหยุดลงหน้าป่าทึบที่ไม่สามารถใช้ม้าควบผ่านไปได้
”ทุกคนผนึกม้าเอาไว้ก่อน จากตรงนี้เป็นป่าทึบใช้ม้าไม่ได้ เราจะเดินเท้าเข้าไปจนถึงปราภาคาร”
ทุกคนลงจากม้าและผนึกม้าของตัวเองไว้ เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วเพราะทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้ทำภารกิจสำคัญของสมาคม
พวกเขาคือสมาชิกของสมาคมม้าขาวที่ได้รับมอบหมายให้มาปล้นเรือผีที่จะมาเทียบท่าในอ่าวแห่งนี้ปีละครั้ง ในเรือผีนั้นบรรทุกมาด้วยสมุนไพรหายากนาๆชนิด และที่สำคัญที่สุดคือเกสรดอกแสงจันทร์ที่สามารถนำไปปรุงยาฟื้นพลังชนิดพิเศษได้
ผู้นำของสมาคมในครั้งนี้คือหัวหน้าหน่วยฝึกฝนการต่อสู้ประจำสมาคม โดยปกติแล้วเขามีหน้าที่คอยสอนวิธีการต่อสู้ประชิดตัวด้วยดาบและเวทย์มนต์เสริมการต่อสู้ให้กับสมาชิก และนอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่นำสมาชิกหน้าใหม่ระดับกลางไปฝึกฝนภาคสนามเพื่อสร้างประสบการณ์และหาไอเท็มต่างๆเข้าสมาคมด้วย
”ทุกคนฟังทางนี้” เขาขึ้นไปยืนบนก้อนหินสูงใหญ่ก้อนหนึ่งเพื่อให้ทุกคนเห็นได้ชัดๆ
”ผมจะทบทวนภารกิจนี้ให้ทุกคนฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมชื่อ เดชา เป็นครูฝึกการต่อสู้ด้วยดาบเสริมเวทย์มนต์ประจำสมาคมม้าขาว ได้รับหน้าที่นำพวกคุณทุกคนไปที่ประภาคารและค้นหาไอเท็มจากเรือผีสิงที่จะมาเทียบท่าที่อ่าวในคืนวันนี้”
”ในภารกิจนี้เราจะฝึกทุกท่านให้คุ้นเคยกับการต่อสู้ประสานงานกับคนอื่นที่มีระดับใกล้เคียงกัน”
”ที่ประภาคารแห่งนี้จะมีนักรบโครงกระดูกเฝ้าคอยดูแลประคารอยู่ เราจะต้องกำจัดมันให้ได้ก่อนถึงจะเข้าค้นเรือได้สะดวก ภายในเรือที่จะเข้ามาเทียบท่าจะมีนักรบโครงกระดูก 12 ตัว แต่ความสามารถจะน้อยกว่านักรบโครงกระดูกที่ประภาคารอยู่มาก”
เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นในกลุ่มสมาชิก
”แล้วพวกนั้นเก่งขนาดใหนครับ ?” หนึ่งในสมาชิกถามขึ้น
”ถ้าเป็นพวกที่อยู่ในเรือจะไม่เก่งมาก ระดับอยู่ที่ประมาณ 50 พวกเราที่ระดับ 40 กว่าๆจะร่วมมือสู้ได้ไม่ยาก ในเรืออาจจะแคบหน่อยทำให้เข้าไปชนได้ไม่กี่คน แต่เรามีนักเวทย์ที่มีเวทย์เสริ่มพลังอยู่หลายคน จะจัดการกับโครงกระดูกที่ไม่มีเวทย์อะไรพิเศษได้ไม่ยาก”
”แล้วที่ประภาคารล่ะครับพี่ มีเยอะมั้ย แล้วเก่งรึเปล่า”
”โครงกระดูกที่ประภาคารจะเป็นเป้าหมายหลักในการฝึกฝนครั้งนี้ มีแค่ตัวเดียวแต่ระดับน่าจะอยู่ที่ 70-80”
เสียงพูดคุยดังอื้ออึงขึ้นทันทีเพราะพวกเขาไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องต่อสู้กับโครงกระดูกระดับสูงขนาดนี้
”ทุกคนเงียบก่อน ฟังทางนี้” เขารู้สึกรำคาญสมาชิกพวกนี้เล็กน้อย ใจเสาะอย่างนี้จะก้าวหน้าได้ยังไงกัน
”สำหรับโครงกระดูกตัวนี้ผมจะเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดตัวแล้วให้พวกคุณช่วยกันโจมตี สิ่งที่สำคัญคือให้พวกนักรบคอยระวังไม่ให้มันพุ่งเข้าไปโจมตีนักเวทนักธนูที่มีพลังป้องกันต่ำ แค่ขวางเอาไว้ก็พอแล้วผมจะโจมตีดึงความสนใจจากมันเอง พวกนักเวทย์กับนักธนูก็ต้องระวังให้ดีอย่าโจมตีไปโดนพวกเดียวกัน พวกนักรบแถวหน้าก็อย่าขยับไปมากระทันหันมั่วซั่วเดี๋ยวจะไปโดนลูกหลงเข้า ไม่ต้องห่วงเรื่องการโจมตีระยะไกลจากมันเพราะผมสู้กับมันมาแล้วห้าครั้งไม่เคยเห็นมันใช้การโจมตีระยะไกลซักครั้ง”
เมื่อพูดจบเดชาก็ออกเดินนำทางสมาชิกทั้งหมดไปยังประภาคารทันที เขายังไม่รู้ว่ามีสิ่งที่น่ากลัวรอเขาอยู่
ตกค่ำเดชาและสมาชิกก็พ้นป่าทึบ แสงไฟจากประภาคารที่สว่างจ้าทำให้เดชาต้องขมวดคิ้ว
”มีอะไรเหรอพี่” สมาชิกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆถามเมื่อเห็นเขาหยุดยืนนิ่ง
”ห้าครั้งที่ผ่านมาประภาคารไม่เคยถูกจุดไฟสว่างแบบนี้นะ ...”
ถึงจะเคลือบแคลงกับความรู้สึกผิดปกติแต่เขาก็นำสมาชิกเดินเข้าหาประภาคารต่อไป
ไม่ใช่แค่ประภาคารที่ถูกจุดไฟบนยอดจนสว่างจ้าแม้แต่คบไฟริมทางเดินหินลงสู่ท่าเรือก็ถูกจุดไฟจนสว่าง นักรบโครงกระดูที่ปกติจะรออยู่หน้าประภาคารกลับไม่อยู่เสียแล้ว
”ทุกคนกระจายกันออกไป พวกนักรบคอยดูแลนักเวทย์กับนักธนูไว้อย่าให้โดนตุ๋ย”
ทั้งหมดค่อยขยับอย่างเชื่องช้ามองหาเป้าหมายไปรอบๆ ยิ่งมาความรู้สึกไม่ถูกต้องของเดชาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
”นั่นไง”
เสียงนักธนูคนหนึ่งดังขึ้น สายตาที่ดีกว่าทำให้เขามองเห็นร่างของนักรบโครงกระดูกบนยอดประภาคาร
ทุกคนมองตามขึ้นไปก็พบกับนักรบโครงกระดูกยืนมองพวกเขาลงมาจากบนยอดประภาคาร และความเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งก็ทำให้หลายคนปรี๊ดแตกเพราะโครงกระดูกนั้นเก็บนิ้วสี่นิ้วไว้และชูนิ้วกลางที่เหลือให้พวกเขาดู
”ไอ้...”
สมาชิกหลายคนที่โมโหเลือดขึ้นหน้าพุ่งตรงเข้าประตูประภาคารโดยไม่ฟังคำทัดทานของเดชา
”ไอ้พวกหน้าโง่เอ๊ย”
เดชาสบถให้กับสมาชิกที่ถูกยั่วโมโหด้วยเรื่องแค่นี้จนขาดสติถึงขนาดที่ลืมไปว่าตัวเองระดับ 40 จะไปสู้กับนักรบโครงกระดูกระดับ 70 ได้ยังไง
”ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะของรามัสดังก้องขึ้นก่อนที่จะหายไปจากสายตาของคนที่เฝ้าดูอยู่เบื้องล่าง
เดชารู้ตัวแล้วว่าภารกิจครั้งนี้อาจจะล้มเหลวก็ได้ ศัตรูที่เคยพุ่งเข้าปะทะตรงๆซื่อๆกลับรู้จักการยั่วโมโหอีกฝ่าย
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากในประภาคารทำให้คนที่เหลืออยู่ภายนอกถึงกับสะดุ้งเฮือก
”เอาไงดีพี่” สมาชิกคนหนึ่งถามเดชา
เดชาพยายามใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว บันไดวนทางขึ้นประภาคารเป็นช่องทางเดินหินแคบๆที่เดินคู่กันไปได้แค่สองสามคน เขาอาจจะยันอีกฝ่ายเอาไว้ได้ แต่กำลังหนุนของเขาจะไม่สามารถช่วยเหลือเขาในการโจมตีได้เลย แต่ถ้ารออยู่ข้างนอกจนเรือมาถึงพวกนักรบที่มากับเรือก็จะออกมาต่อสู้ในที่โล่งที่จะทำให้พวกเขาเสียเปรียบมาก นอกจากนั้นอาจจะถูกโจมตีตลบหลังอีกด้วย
”ดูนั่น มันกลับมาแล้ว มีอะไรในมือมาด้วย”
รามัสกลับมาที่ยอดประภาคารอีกครั้ง แต่คราวนี้เขามีถังไม้ขนาดพอๆกับโอ่งมังกรติดมือมาด้วย
จากสายตาของคนที่อยู่ข้างล่างอาจจะมองไม่เห็น ข้างบนนั้นมีถังไม้แบบเดียวกันอีกห้าถังวางอยู่ แต่ละถังเต็มไปด้วยน้ำมันสนแดงพันปี
”เฮ้ย”
เสียงอุทานของสมาชิกสมาคมม้าขาวดังขึ้นเมื่อเห็นรามัสทุ่มขว้างถังไม้ลงมาทีละถังอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถหลบถังไม้ได้ไม่ยาก แต่ไม่มีใครสามารถหลบน้ำมันที่กระเซ็นออกมาจากถังไม้ได้เลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงแต่เดชาเท่านั้นที่พุ่งตัวหลบออกมาได้ทัน
”กลิ่นนี้มันน้ำมันนี่หว่า”
เสียงหัวเราะดังขึ้นที่ยอดประภาคารพร้อมกับคบไฟนับสิบที่ถูกขว้างลงมา
น้ำมันสนแดงพันปีเป็นน้ำมันที่มีความสามารถในการเผาใหม้สูงและยาวนานมากเพราะสกัดมาจากใม้สนแดงที่ยืนต้นอยู่ข้างภูเขาไฟมานานนับพันปี เป็นวัตถุดิบหายากที่ไม่มีใครรู้จัก เพราะต้นสนที่ไปขึ้นอยู่ในที่แบบนั้นและมีอายุยืนยาวขนาดนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ
ทันทีที่เปลวไฟจากคบสัมผัสกับละอองน้ำมันก็เกิดการระเบิดขึ้นทันที ละอองน้ำมันที่กระจายอยู่ในอากาศอย่างเข้มข้นเผาใหม้ตัวเองอย่างรวดเร็วและรุนแรง อ็อกซิเจนที่อยู่รอบข้างถูกดูดเข้ามาช่วยในการเผาใหม้จนเกิดเป็นกระแสลมเข้าหาศูนย์กลางการระเบิดและพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพียงการระเบิดก็ส่งสมาชิกสมาคมม้าขาวกว่าครึ่งกลับไปเกิดใหม่ ส่วนคนที่เหลือก็ต้องตกอยู่ในเปลวไฟที่ลุกไหม้ติดตัวและค่อยๆล้มลงทีละคน
เดชามองดูสมาชิกที่ถูกไฟไหม้จนตายไปทีละคนโดยที่ช่วยอะไรไม่ได้ ความเสียหายจากเปลวไฟนั้นต่อเนื่องและรุนแรงเกินกว่าที่จะฟื้นพลังได้ทัน
คนสุดท้ายล้มลงพร้อมกับประตูประภาคารที่ถูกเปิดออก นักรบโครงกระดูกเดินเข้าหาเขาอย่างมั่นคงแน่วแน่
เดชากระชับดาบด้วยสองมือแน่น เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะสามารถต่อสู้กับศัตรูที่ต้องใช้พวกมากเข้ารุมจึงจะชนะได้
แต่แทนที่รามัสจะเข้าต่อสู้กับเดชาเขากลับออกเดินไปยังท่าเรือ
”เฮ้ย จะไปใหน”
รามัสเริ่มวิ่งเมื่อเห็นว่าเดชาเริ่มวิ่งตาม ด้วยความเร็วของทั้งคู่ เพียงไม่กี่วินาทีทั้งสองคนก็มายืนที่สุดขอบของท่าเรือบริเวณที่เรือจะเข้าเทียบ
เดชาเริ่มคิดถึงปัญหาใหม่ ถ้าอีกฝ่ายต่อสู้แบบถ่วงเวลากับเขาจนเรือมาถึงแล้วเขาจะทำอย่างไร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง รามัสพุ่งตัวเข้าหาเดชาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ป้องกันตัวเอง เดชารวมกำลังทั่วร่างฟันดาบสวนลงไปทันที
เพียงดาบนี้ดาบเดียวก็ลดพลังชีวิตของรามัสลงถึงหนึ่งในสาม การฟันดาบสุดแรงแบบนี้จะใช้พลังกายมากและหลบได้ไม่ยากถ้าอีกฝ่ายมีความรวดเร็วมากกว่า เส้นทางการโจมตีเป็นเส้นตรงหลบได้ง่ายที่สุดในการโจมตีทั้งหมดทั้งมวล
รามัสที่ไม่สนใจการบาดเจ็บของตัวเองพุ่งเข้าประชิดตัวเดชาและใช้โซ่เส้นใหญ่เท่าแขนพันอ้อมลำตัวของเดชาและใช้เส้นเหล็กบิดล็อคโซ่เอาไว้อย่างแน่นหนา
เดชาดิ้นรนไปมาในอ้อมกอดของอีกฝ่ายด้วยความตื่นตระหนกสุดชีวิต เมื่อดิ้นหลุดออกมาก็พบว่าตัวเองถูกผูกติดไว้กับโซ่เส้นใหญ่ เขาสามารถงัดบิดเอาเหล็กเส้นที่ล็อคโซ่เอาไว้ได้ แต่นั่นต้องใช้เวลานานหลายนาที
เมื่อหันมามาคู่ต่อสู้เขาก็ต้องใจหายวาบเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังออกแรงผลักสมอเรือขนาดสูงท่วมหัวลงสู่ทะเล และสมอเรือนั้นก็ถูกโยงไว้กับโซ่เส้นที่ผูกตัวเขาเอาไว้
”อย่า... โอ๊วววซซซซ”
เขาร้องโหยหวนเมื่อถูกน้ำหนักของสมอเรือลากลงสู่ก้นทะเล สมอเหล็กนั้นถ่วงเขาลงสู่ก้นอ่าวที่ลึกร่วม 30 เมตร
เขาสามารถกลั้นหายใจได้นานอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยที่ตัวเองเป็นนักรบไม่ใช่นักผจญภัยดังนั้นจึงไม่มีทักษะที่จะช่วยเหลือให้มีชีวิตอยู่ใต้น้ำได้ ดิ้นรนอยู่สองสามนาทีเขาก็ตัดใจยอมรับความตาย ก่อนที่สายตาจะดับมืดไปเขามองเห็นท้องเรือที่แล่นเข้าเทียบท่าอย่างช้าๆ ในใจก็ได้แต่คิดว่าจะรับผิดชอบความผิดพลาดนี้กับสมาคมอย่างไร ใครจะไปคาดคิดว่าตัวเองจะต้องถูกจับเผาไฟแล้วถ่วงน้ำแบบนี้
--------------------
หนึ่งเด็กสาว หนึ่งโครงกระดูกยืนต้อนรับเรือผีที่เข้าเทียบท่าด้วยความยินดี
สำหรับรามัสแล้วนี่เป็นช่วงเวลาที่เขารอคอยมานานร้อยกว่าปี ความยินดีในจิตใจนั้นยากนักที่ใครจะเข้าใจได้
โครงกระดูกที่ลงมาจากเรือรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่เห็นเด็กสาวยืนอยู่กับสหายของตน แต่ความยินดีที่ได้พบกับสหายที่เฝ้ารอและความก้าวหน้าของภารกิจมีมากยิ่งกว่า
พวกเขาพูดคุยกันด้วยภาษาที่เกวลินไม่เข้าใจ ดังนั้นเธอจึงหันมาสำรวจบริเวณที่เหล่าผู้คนล้มตายลงเพราะถูกไฟเผาแทน
แผนการทั้งหมดถูกวางขึ้นเมื่อเธอได้ค้นพบสมอเรือภายในห้องเก็บของใต้ประภาคาร
แผนนี้ใช้น้ำมันสนแดงพันปีไปจนหมดสิ้น เกวลินพยายามกรอกส่วนที่เหลือติดก้นถังเหล็กใส่ขวดแก้วที่พบในห้องเก็บของเอาไว้ ปริมาตรที่เก็บได้ก็ประมาณแค่หนึ่งลิตรเท่านั้น
ถึงจะเสียดายของดีๆแบบนี้แต่มันก็ช่วยไม่ได้
อาวุธหลายชิ้นหล่นอยู่บนพื้นที่ยังคงลุกใหม้ในจุดที่เป็นแอ่งให้น้ำมันขังตัวอยู่ คนที่ฝึกฝนวิชาดาบอย่างเธอย่อมหลงไหลในอาวุธ โล่หนังแข็งหลายชิ้นถูกไฟเผาจนไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ดาบเหล็กมือเดียวแบบที่ใช้ในยุคกรีกโรมันยังคงร้อนระอุเพราะถูกไฟเผาจนแดง เกวลินดูแล้วก็ปล่อยเอาไว้ให้เย็นลงก่อนค่อยมาดูดีกว่า
แต่ก็มีดาบบางเล่มที่กระเด็นออกมานอกวงให้เธอได้หยิบมาตรวจสอบ ดาบสองคมโบราณแบบนี้เธอไม่เคยมีโอกาสได้จับมาก่อน เมื่อสัมผัสแล้วจึงได้เห็นว่านี่เป็นดาบที่เน้นการแทงในจุดสำคัญมากกว่าที่จะเอามาฟาดฟันกันตรงๆ คมทั้งสองด้านสามารถใช้พลิกแพลงได้หลายๆทางแต่น้ำหนักและสมดุลย์แตกต่างไปจากดาบไทยคมเดียวที่เธอเคยใช้
ถ้าพิจารณาร่วมกับกระบวนท่าและวิธีการของดาบไทยที่เธอฝึกฝนมาแล้วต้องบอกว่าใช้ร่วมกันได้ยาก แต่ถึงยังไงมีอาวุธติดตัวไว้ก็น่าจะดีกว่าจึงเก็บใส่กระเป๋าเอาไว้ ดาบเล่มนี้กินพื้นที่ช่องเก็บของเธอไปสามช่อง
ส่วนไอเท็มพวกเสื้อผ้าและอีกหลายๆอย่างถูกไฟเผาจนใช้งานไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจกลับมาหารามัสที่ท่าเรือ
นักรบโครงกระดูกทั้ง 12 คนลงจากเรือเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นยังมีรถลากที่บรรทุกลังไม้หลายลังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางอีกด้วย
”พวกเราทุกคนรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านให้ความช่วยเหลือพวกเราจนสามารถนำของลงจากเรือได้เรียบร้อยเราขอมอบหนังสือบันทึกรายละเอียดของพืชสมุนไพรและวัตถุดิบประเภทยาต่างๆที่พวกเราได้ทำขึ้นระหว่างการเดินทางเป็นการตอบแทน ขอให้ท่านเกวลินยอมรับไว้ด้วย”
รามัสเป็นตัวแทนกล่าวคำขอบคุณเกวลิน
”จากนี้ไปพวกเราจะเดินทางกลับเข้าเมืองที่เหลือเพียงซาก แม้พระราชาของเราจะสิ้นไปแล้ว แต่อย่างน้อยเราก็ต้องนำสมุนไพรที่หามาได้ไปเก็บไว้ยังที่สุสานประจำเมือง และหลับไหลอยู่ที่นั่นตลอดไป”
”ขอให้พวกคุณทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยนะคะ” เกวลินอวยพรด้วยรอยยิ้ม
นักรบโครงกระดูกทั้งหมดเริ่มออกเดินางในความมืดเหลือเพียงรามัสที่ยังคงยืนรั้งท้ายอยู่กับเกวลิน
”นี่เป็นของขวัญจากข้า โปรดรับมันแทนคำขอบคุณที่ช่วยปลดปล่อยพวกข้าทั้งหมดจากความทุกข์ทรมานนับร้อยปี”
รามัสปลดเศษผ้าเก่าๆเส้นหนึ่งที่ผูกเอาไว้กับกระดูกซี่โครง เขาผูกมันเข้ากับลำคอของเกวลิน ปลายของผ้าสะบัดไปมากลางสายลม
”มันเป็นผ้าเวทย์มนต์ที่นักปราชญ์ในอานาจักรของข้าร่วมกันสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือในการหายารักษาโรคของพระราชา”
”มันทำอะไรได้เหรอคะ ?” เกวลินถามพลางลูบคลำผ้าที่ผูกอยู่บนคอตัวเอง
”ภายในผ้าผืนนี้ได้ถูกประจุความสามารถในการสื่อสารในทุกๆภาษาเท่าที่พวกเราจะหาได้ลงไป มันทำให้เจ้าสามารถรับฟังและพูดคุยในทุกๆภาษาที่ได้รับการประจุเอาไว้ได้ การสื่อสารกับเผ่าพันธุ์ต่างๆเป็นเรื่องจำเป็นในการหาข้อมูลของยารักษาโรคต่างๆ ที่เจ้าฟังข้าพูดในตอนนี้เข้าใจก็เพราะพลังของผ้าผืนนี้เอง แต่มันมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง”
”อะไรคะ ?” เกวลินเริ่มสังหรณ์ใจ ของดีๆแบบนี้มักจะมีข้อเสียที่ร้ายแรงอยู่ด้วย
”ถ้าสวมใส่แล้วจะถอดไม่ได้ ข้าต้องไปแล้วขอให้เจ้าโชคดี”
เกวลินใช้สายตาส่งขบวนของนักรบโครงกระดูกที่หายไปในความมืดจากนั้นฉวยเอาคบไฟอันหนึ่งจากขาตั้งริมทางเดินและมุ่งหน้าเข้าสู่เรือผี
”มันต้องมีอะไรที่ใช้ได้บ้างแหละน่า”
จบตอนที่สอง